X-Close




X-Close

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - dsmol19

หน้า: [1] 2 3 ... 112
1


เรียบร้อยโรงเรียนม้าลาย! สื่ออิตาลี ยัน ยูเว่ กับ ฟิออเรนติน่า โอเคดีล ดูซาน วลาโฮวิช เรียบร้อย ส่งผลให้มีแฟน. "ม่วงมหากาฬ" ฉุนจัดถึงกับขู่ฆ่าเลยทีเดียว ขณะที่ อาร์เซน่อล ก็ต้องผิดหวังไปตามระเบียบ
    ยูเวนตุส บรรลุข้อตกลงกับ ฟิออเรนติน่า คู่แข่งร่วมศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ในการคว้าตัว ดูซาน วลาโฮวิช กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติเซอร์เบีย ไปเข้าถิ่นตูริน เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานจาก สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สื่อกีฬาเมืองมะกะโรนี เมื่อวันอังคารที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา

    ทั้งสองทีมบรรลุข้อตกลงจำนวนค่าตัวกันได้ที่ 75 ล้านยูโร (ประมาณ 2,775 ล้านบาท) และตอนนี้เหลือแค่ให้ ยูเว่ ไปเจรจากับตัวแทนนักเตะซึ่งเชื่อว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไรหลังมีรายงานว่า คุยกันเรียบร้อย โดยจะเซ็นสัญญากับ "เจ้าม้าลาย" เป็นเวลา 5 ปี และรับค่าเหนื่อย 7 ล้านยูโร (ประมาณ 259 ล้านบาท) ต่อฤดูกาล

    ก่อนหน้านี้ ดาวยิงเซิร์บวัย 21 ปี เคยตกเป็นข่าวกับหลายสโมสรโดยเฉพาะ อาร์เซน่อล ที่ยื่นข้อเสนอไปถึง "ม่วงมหากาฬ" แล้วด้วย และพร้อมทุ่มค่าเหนื่อยให้ถึงสัปดาห์ละ 300,000 ปอนด์ (ประมาณ 13.5 ล้านบาท) เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม วลาโฮวิช ต้องการไปเล่นให้ ยูเว่ มากกว่า และเมื่อมีข้อเสนอจาก "เจ้าม้าลาย" เข้ามาก็ไม่ปฎิเสธ

    ขณะเดียวกัน หลังจากมีข่าวว่า วลาโฮวิช จะย้ายไปเล่นให้ ยูเวนตุส นั้น ก็ได้มีแฟน.จำนวนหนึ่งไปรวมตัวกันที่สนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี่ ของ ฟิออเรนติน่า โดยมีการเขียนข้อความด่าไว้บนป้ายผ้า และบางอันรุนแรงถึงขนาดขู่ฆ่านักเตะว่า "การ์ดของนายไม่สามารถรักษาชีวิตของแกได้หรอก มันจบแล้วสำหรับนาย"

2
CGS ให้กรอบ SET สัปดาห์นี้ 1,640-1,670 ลุ้นผลประชุมเฟด ชูหุ้นเด่น MINT,KBANK

บล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) มอง SET Index ต้นสัปดาห์เผชิญปัจจัยลบจากต่างประเทศ ระหว่างรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) .ในช่วงวันที่ 25-26 ม.ค.65 หลังจากนั้นคาดว่าจะได้รับปัจจัยจิตวิทยาในเชิงบวก

ทั้งนี้ วันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐทั้งดาวโจนส์ และ NASDAQ) ยังคงปรับฐานลงต่อเนื่อง 1.3% และ 2.7% ซึ่งเกิดจากการปรับฐานลงของหุ้น Netflix แม้จะรายงานกำไรต่อหุ้นที่ดีกว่า Bloomberg คาดการณ์ แต่นักลงทุนให้น้ำหนักกับจำนวน Subscribers ที่บริษัทเปิดเผยว่าในช่วง Q1/65 คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 ล้านเทียบกับ Q1/64 ที่ 3.98 ล้านราย ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 6.93 ล้านราย จึงเกิดแรงขายและกดดันตลาดหุ้นสหรัฐในภาพรวม ดังนั้น SET อาจเผชิญจิตวิทยาเชิงลบบ้างในช่วงต้นสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเชื่อว่าตลาดจะไปให้น้ำหนักกับการประชุมเฟดในวันที่ 25-26 ม.ค.ซึ่งจะทราบผลอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 27 ม.ค.ช่วงเช้าตามเวลาในประเทศไทย เบื้องต้นตลาดคาดว่าเฟดจะยังคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ (5.4% โอกาสขึ้นดอกเบี้ยการประชุมครั้งนี้) แต่ตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นใน มี.ค.65 ด้วยโอกาส 100% และปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้งในปีนี้ พร้อมกับส่งสัญญาณ QT ช่วงกลางปี 65 หากออกมาเป็นไปตามนี้ตลาดหุ้นสหรัฐอาจมีโอกาสถูกซื้อกลับได้ เนื่องจากก่อนหน้าได้ปรับฐานลงมาแล้ว 6.8% (Inline ตลาด) และ SET ก็อาจได้จิตวิทยาเชิงบวกบ้าง แต่หากส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าข้างต้นก็อาจจะเผชิญการปรับฐานลงได้ต่อ

สำหรับผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4/64 ของ SET100 กำไรรวมกลุ่มอยู่ที่ 3.56 หมื่นล้านบาท (+27%YoY +2%QoQ) หลักๆ เป็นผลจากรายได้ทั้งดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวได้ และค่าใช้จ่ายด้านสำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลง สำหรับแนวโน้มข้างหน้าประเมินว่ายังสดใสหนุนจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังคลายล็อกดาวน์ หนุนสินเชื่อและรายได้ดอกเบี้ยเติบโตประกอบกับก่อนหน้าธนาคารพาณิชย์ก็ได้ตั้งสำรองไปพอสมควรแล้ว จึงน่าจะเห็นสำรองที่ลดลงจากนี้ เป็นบวกต่อผลประกอบการ

สัปดาห์นี้คาดว่าจะมี (SCC SCGP PTTEP DTAC) รายงานกำไรไตรมาส 4/64 ส่วนปัจจัยอื่นๆได้แก่ (1) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันจันทร์ (PMI ภาคผลิต) Bloomberg ประเมินที่ 56.9 วันอังคารความเชื่อมั่นผู้บริโภค Bloomberg ประเมินที่ 111.9 เชื่อว่าตลาดอยากเห็นตัวเลขที่มิร้อนแรงจนเกินไปนักเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ประเมินกรอบทั้งสัปดาห์ 1,640-1,670 จุด

กลยุทธ์การลงทุนมองกลุ่ม Bank สัปดาห์ก่อนที่เผชิญแรง Sell On Fact เป็นโอกาสสะสมด้วยแนวโน้มที่ยังสดใส Top Pick (BBL KBANK) รวมถึง Laggard Play ที่น่าสนใจ (BEM BJC CPALL M MAJOR MINT SHR) ส่วน Trading หากรับความเสี่ยงต่ำอาจรอผลประชุมเฟดให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยพิจารณา แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง แนะกลุ่มน้ำมัน (PTTEP) โรงกลั่น (BCP SPRC TOP) ท่องเที่ยว (AOT MINT)

MINT (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 38 บาท) ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายเช่นกัน ขณะที่ปัจจุบัน COVID-19 ใน EU ก็เริ่มมีการระบาดที่ลดลง (รายได้หลัก) โดยเราประเมินปีนี้ MINT จะกลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบ 2 ปี

KBANK (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 172 บาท) กำไรสุทธิปี 65 จะโตต่อเนื่อง 10% YoY ผลบวกจากสำรองหนี้ฯ ลดลง และรายได้การดำเนินงานเพิ่มขึ้นล้อกับเศรษฐกิจ คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น NPL ratio ลดลงเหลือ 3.8% ใน Q4/64 และระดับสำรองหนี้ฯ สูงเพื่อรับมือกับ NPLs ในอนาคต

3
กันเอง / ตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 24 ม.ค. 2565
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:25:02 PM »
ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 24 ม.ค. 2565

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (24 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไรในช่วงท้ายตลาด หลังจากดัชนีดาวโจนส์ทรุดตัวลงกว่า 1,000 จุดในระหว่างวัน อันเป็นผลมาจากความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด รวมทั้งความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,364.50 จุด เพิ่มขึ้น 99.13 จุด หรือ +0.29%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,410.13 จุด เพิ่มขึ้น 12.19 จุด หรือ +0.28% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,855.13 จุด เพิ่มขึ้น 86.21 จุด หรือ + 0.63%

-- ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงอย่างหนักในวันจันทร์ (24 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นออกมา ขณะจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันอังคาร-พุธนี้ และรอดูความคืบหน้าสถานการณ์ในยูเครนหลังความตึงเครียดกับรัสเซียเพิ่มขึ้น

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 456.36 จุด ลดลง 18.08 จุด หรือ -3.81%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,787.79 จุด ลดลง 280.80 จุด หรือ -3.97%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 15,011.13 จุด ลดลง 592.75 จุด หรือ -3.80% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,297.15 จุด ลดลง 196.98 จุด หรือ -2.63%

-- ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงในวันจันทร์ (24 ม.ค.) โดยถูกกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน และนักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,297.15 จุด ลดลง 196.98 จุด หรือ -2.63%

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% ในวันจันทร์ (24 ม.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 1.83 ดอลลาร์ หรือ 2.15% ปิดที่ 83.31 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 1.62 ดอลลาร์ หรือ 1.84% ปิดที่ 86.27 ดอลลาร์/บาร์เรล

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (24 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 9.9 ดอลลาร์ หรือ 0.54% ปิดที่ระดับ 1,841.7 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 52 เซนต์ หรือ 2.14% ปิดที่ 23.8 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 14.8 ดอลลาร์ หรือ 1.43% ปิดที่ 1,020.3 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 36.70 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 2,141 ดอลลาร์/ออนซ์

-- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันจันทร์ (24 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดไว้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.28% แตะที่ 95.9100 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 113.82 เยน จากระดับ 113.66 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9145 ฟรังก์ จากระดับ 0.9117 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2647 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2574 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1321 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1341 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3481 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3554 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7130 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7175 ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 34,364.50 จุด เพิ่มขึ้น 99.13 จุด, +0.29%

ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 4,410.13 จุด เพิ่มขึ้น 12.19 จุด, +0.28%

ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 13,855.13 จุด เพิ่มขึ้น 86.21 จุด, +0.63%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,297.15 จุด ลดลง 196.98 จุด, -2.63%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,787.79 จุด ลดลง 280.80 จุด, -3.97%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 15,011.13 จุด ลดลง 592.75 จุด, -3.80%

ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 57,491.51 จุด ลดลง 1,545.67 จุด, -2.62%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 6,655.17 จุด ลดลง 71.21 จุด, -1.06%

ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,521.86 จุด ลดลง 5.20 จุด, -0.34%

ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 7,252.64 จุด ลดลง 40.88 จุด, -0.56%

ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 3,283.35 จุด ลดลง 11.51 จุด, -0.35%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 24,656.46 จุด ลดลง 309.09 จุด, -1.24%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,524.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.54 จุด, +0.044%

ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 17,989.04 จุด เพิ่มขึ้น 89.74 จุด, +0.50%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 2,792.00 จุด ลดลง 42.29 จุด, -1.49%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 27,588.37 จุด เพิ่มขึ้น 66.11 จุด, +0.24%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 7,139.50 จุด ลดลง 36.30 จุด, -0.51%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 7,441.50 จุด ลดลง 48.60 จุด, -0.65%

4
ESG ประกาศความสำเร็จในการปลูกพืชกัญชงเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในราชบุรี คาดส่งมอบสารสกัดจากกัญชง (CBD) ภายในเดือนมีนาคม 2565

12 มกราคมที่ผ่านมา อีสเทิร์น สเปคตรัม กรุ๊ป (Eastern Spectrum Group) หรือ อีเอสจี ผู้เพาะปลูกพร้อมแปรรูป และให้บริการผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชง (CBD) แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย ได้เริ่มทำการเพาะปลูกพืชกัญชงจำนวน 768,000 ต้น บนพื้นที่ขนาด 200 ไร่ ซึ่งถือเป็นรอบเก็บเกี่ยวแรกในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ความสำเร็จของรอบการเพาะปลูกในครั้งนี้จะทำให้อีเอสจีก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการเพาะปลูกและแปรรูปผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชงเชิงพาณิชย์ที่สามารถจัดจำหน่ายสินค้าสู่ภาคเอกชนเป็นรายแรก

โดยทั่วไปแล้วผู้เพาะปลูกในอุตสาหกรรมท้องถิ่นต้องอาศัยวิธีการเพาะเมล็ดแล้วย้ายไปปลูกในกระถาง หรือเพาะต้นกล้าในเรือนกระจกแล้วจึงย้ายลงดินเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตต่อไป แต่ด้วยการเพาะปลูกในพื้นที่กลางแจ้งเพียงอย่างเดียว ทำให้ อีเอสจี ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของการเพาะปลูกในที่ร่ม และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมผลผลิตที่มีมากขึ้น ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่สูงกว่า ห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ และวิธีการเพาะปลูกที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของอีเอสจี ลูกค้าจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารแคนนาบินอยด์บริสุทธิ์ และมีคุณภาพสูงได้อย่างเต็มที่ อันเป็นการสร้างมูลค่ามหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีแผนจะนำผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดแคนนาบินอยด์ และผลิตภัณฑ์จากกัญชงออกสู่ตลาด

"ในฐานะผู้เพาะปลูกชั้นนำระดับประเทศ เราเลือกใช้วิธีการเพาะเมล็ดลงดินโดยตรง บริษัทของเรามีจุดยืนที่ไม่เหมือนใครในฐานะผู้นำด้านการเพาะปลูกกลางแจ้งแต่เพียงผู้เดียว เรามุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ผลิตในท้องถิ่นให้สามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น มีความสามารถในการส่งออกมากยิ่งขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมกัญชง/กัญชาของประเทศไทยก็สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่" ธนิสร บุญสูง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีสเทิร์น สเปคตรัม กรุ๊ป กล่าว

หลังจากเสร็จสิ้นการเพาะปลูกในรอบแรกเป็นที่เรียบร้อยอีเอสจีจะ อีเอสจี พร้อมที่จะรับประกันความสามารถในการส่งมอบสินค้าสารสกัดจากกัญชงคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องในระดับอุตสาหกรรมภายในเดือนมีนาคม 2565 โดยเมื่อการเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น พืชกัญชงที่ได้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการตากแห้งแบบพิเศษ จากนั้นจะถูกส่งไปยังโรงงานสกัดของ อีเอสจี ภายในปี 2565 อีเอสจี จะสามารถรับคำสั่งซื้อสาร CBD Isolate, Water Soluble CBD, CBD Distillates ในปริมาณมาก (โดยเฉพาะโรงพยาบาล บริษัทยา และผู้ผลิตยา), น้ำมัน CBD และเทอร์พีนที่สกัดจากกัญชงได้ ความสำเร็จในกำลังการผลิตขนาดใหญ่โดยไม่มีการลดทอนคุณภาพของสินค้า ถือเป็นจุดเด่นในการดำเนินงานของอีเอสจี ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ บริษัทให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสูงไปยังลูกค้า

ในปัจจุบันนี้ สารสกัดจากกัญชงสามารถนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนยาแผนโบราณและแผนปัจจุบัน ซึ่งในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขี้ผึ้ง มอยส์เจอไรเซอร์ อาหารเสริมสำหรับรับประทาน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ผสมสารสกัดจากกัญชง นอกจากดูแลสุขภาพโดยทั่วไปแล้ว ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับอาการเจ็บป่วย เช่น การอักเสบของผิวหนัง ความวิตกกังวล หรือความผิดปกติในการนอนได้อีกด้วย

"ที่ อีเอสจี เรายึดมั่นในความเชื่อของเราที่มีต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมกัญชงและกัญชาในประเทศไทย เราได้ส่งเสริมและผลักดันผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชั้นนำในตลาดที่กำลังสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากกัญชาและกัญชง รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากได้ เพื่อให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและได้เป็นเจ้าแรกในไตรมาสที่ 1 ของ ปี 2565" ธนิสร บุญสูง กล่าวสรุป

5
ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์คึก ECF ตั้งเป้ารายได้โต 12-15% เตรียมรับรู้กำไรโรงไฟฟ้ามินบูเฟส 2 เพิ่มปีนี้

ECF เผยแผนธุรกิจปี 65 ตั้งเป้ารายได้โต 12-15% ชูกลยุทธ์ดันมาร์จิ้นเพิ่ม ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ตลาดส่งออกโตต่อเนื่อง ในประเทศขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์และโมเดิร์นเทรดปั๊มรายได้ ทุ่มงบลงทุน 50 ล้านบาท เร่งขยายกำลังการผลิตเพิ่มเครื่องจักร ธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มินบู เฟส 2 (50 MW) คาด COD ไตรมาส 3 ปีนี้ พร้อมแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ต่อยอดการเติบโต

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่าย เฟอร์นิเจอร์จากไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด ไม้เอ็มดีเอฟ และไม้ยางพารา เพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเป็นผู้ลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน เหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัล และธุรกิจเพาะปลูกและจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร เปิดเผยภาพรวมธุรกิจปีนี้ ว่า บริษัทมุ่งเน้นสร้างการเติบโต พร้อมเพิ่มความสามารถการทำกำไรจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจพลังงาน โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 12-15 % และตั้งงบลงทุน 50 ล้านบาท สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเพิ่มเครื่องจักรและปรับปรุงไลน์การผลิต รองรับปริมาณคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากการขยายตลาดของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ทั้งในและต่างประเทศ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทน คาดว่าจะเริ่มเห็นสัดส่วนกำไรสุทธิค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นจากการรับรู้รายได้เพิ่ม และบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีสัญญาณการเติบโตดีอย่างมีนัยสำคัญ จากการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปต่างประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการทำงานในแบบ Work from home ตามรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ (New normal) ที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว ส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อลูกค้าต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายตลาดในประเทศ มุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางจำหน่ายใหม่ สร้างความหลากหลายของช่องทางการจำหน่ายสินค้า ลดการพึ่งพิงเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง อาทิ จำหน่ายผ่านออนไลน์ ร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่มีสาขาทั่วประเทศ และเพิ่มตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประเทศอินเดีย อเมริกา จีน ญี่ปุ่น มีคำสั่งซื้อทยอยเข้ามามากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่งผลให้บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อสินค้าถึงไตรมาส 2 ปีนี้ อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 65% และในประเทศอยู่ที่ 35%

สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ผ่านมารับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 MW เมืองมินบู ประเทศเมียนมาร์ เฟสแรก 50 MW เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทคาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไร เฟส 2 (50 MW) ภายในไตรมาส 3/65 ส่วนเฟสที่ 3 และ 4 อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้บริษัทได้ส่งบริษัทย่อย บริษัท อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ จำกัด (ECFH) เข้าลงทุนในธุรกิจเหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัล พร้อมจัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มเติม 1 แห่ง ประกอบธุรกิจการเพาะปลูกและจัดจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร เพื่อเป็นโอกาสที่จะสร้างแหล่งที่มาของรายได้ ผลักดันผลประกอบการของบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

6
“พฤกษา” เร่งสปีดลุยโอน The Privacy เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ คุ้มราคา พร้อมอัดโปรอยู่ฟรี 3 ปี ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4/2564 พฤกษามีแผนโอนคอนโดมิเนียมรวม 7 โครงการ มูลค่ารวม 11,500 ล้านบาท ซึ่งมีการทยอยโอนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการไฮไลท์คือ The Privacy เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วทั้งโครงการพร้อมส่งมอบห้องชุดคุณภาพและมาตรฐานการอยู่อาศัยที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ซึ่งมีลูกค้าทยอยเข้ามาตรวจรับห้องแล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เรามั่นใจว่าโครงการ The Privacy เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีความคุ้มค่า ทั้งการอยู่อาศัยเอง และการลงทุนปล่อยเช่าที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เนื่องจากทำเล อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน อินเตอร์เชนจ์เพียง 500 เมตร และเป็นสถานีเชื่อมต่อระหว่างสายสีม่วงและน้ำเงิน ทำให้เดินทางสะดวกสบายมาก เพียง 1 สถานีถึงบางซื่อ แกรนด์ สเตชั่น เพียง 15 นาทีถึงห้าแยกลาดพร้าวและย่านอารีย์ พญาไท หรือเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจสีลม สาทร ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้น


โดยเรามียูนิตที่มีการเปิดขายในช่วงสร้างเสร็จ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.39 ล้านบาท และสำหรับลูกค้าที่จองและโอนห้องชุดภายในปี 2564 จะได้รับข้อเสนอพิเศษหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นอยู่ฟรี 3 ปี พร้อมฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี เลือกรับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ตเพิ่ม การันตีได้เลยว่าลูกค้าจะได้ที่อยู่อาศัยที่คุ้มราคาแน่นอน


สำหรับ The Privacy เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 36 ชั้น โดยมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น Co-Working Space, Co-Kitchen, Meeting Room, Sky Lounge, สระว่ายน้ำ และ Fitness ไว้บนชั้น 35-36 ทำให้สามารถชมวิวกรุงเทพได้ 360 องศา เรียกได้ว่าเป็นคอนโดที่วิวสวยเป็นอันดับต้นๆในย่านนี้ โดยมีห้องชุดเพียงแค่ 486 ยูนิต ไม่แออัดและเป็นส่วนตัว มีห้องชุดให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Studio,1-Bedroom,1-Bedroom Plus และ 2-Bedroom ด้วยการดีไซน์ฟังก์ชั่นการใช้สอยที่ลงตัว พร้อมแนวคิดการตกแต่งแบบ Tropical Luxury มีสวนสวยในหลายๆ จุดของโครงการ นอกจากนี้ ยังใส่ใจในสุขภาพของผู้อยู่อาศัยด้วยระบบ Air+ System ในทุกพื้นที่ส่วนกลาง ช่วยตรวจสอบและปรับปรุงสภาพอากาศในห้องส่วนกลางทั้งหมด ให้เป็นอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่ในด้านของเทคโนโลยีของการอยู่อาศัย มีการนำเอา Smart Life Concept เพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น Smart Home Function ในการควบคุมไฟ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องชุดผ่านทาง Smart Phone รวมถึงระบบการจองห้องส่วนกลางผ่าน Facilities Reservation System นอกจากนี้ยังจัดเตรียม EV Charger รองรับผู้ใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้า และ Smart Parking ระบบตรวจสอบที่จอดรถที่ว่างในแต่ละชั้น เพื่อความสะดวกอีกด้วย

7
ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการขั้นต้นของยูโรโซนต่ำคาดในเดือนม.ค. จากมาตรการคุมโควิด

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-บริการของยูโรโซนร่วงลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา จาก 53.3 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2564 และต่ำกว่าคาดการณ์ของรอยเตอร์ที่ 52.6

อย่างไรก็ตาม ดัชนี PMI ยังคงปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ยูโรโซนโดยรวมยังคงมีการขยายตัว

ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเดือนม.ค.ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน แตะที่ 51.2 จาก 53.1 ในเดือนธ.ค. ต่ำกว่าคาดการณ์ในผลสำรวจของรอยเตอร์ที่ 52.2

ผลการสำรวจดังกล่าวบ่งชี้ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนชะลอในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา จากการบังคับใช้ข้อจำกัดต่าง ๆ อีกครั้งเพื่อคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคบริการของยูโรโซน และเป็นผลจากการที่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนยังคงแพร่ระบาดทั่วยุโรป ทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ สนับสนุนให้ประชาชนอยู่กับบ้านและหลีกเลี่ยงกับรวมกลุ่มทางสังคม

8
กันเอง / ครม.ไฟเขียว คนละครึ่ง เฟส 4 คนละ 1,200 บาท
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:11:52 PM »
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ อนุมัติโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 กรอบวงเงิน 34,800 ล้านบาท โดยใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 64 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานรากอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และเป็นการลดภาระ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กับประชาชน ระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่ เดือน ก.พ.-เม.ย. 65 โดยรูปแบบการดำเนินโครงการ ฯ ยังเหมือนเดิม คือ ภาครัฐร่วมชำระค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าและบริการทั่วไปในอัตรา 50% ไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 1,200 บาท/คนทั้งโครงการ ฯ

ที่ประชุมฯ มีความเห็นพิจารณาปรับช่วงเวลาเริ่มต้นของโครงการให้เร็วขึ้นเป็นวันที่ 1 ก.พ.65 จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 21 ก.พ. 65 โดยมีกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 29 ล้านคน และร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ

ผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ แล้ว ประมาณ 28 ล้านคน สามารถยืนยันตัวตนและเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ 1 ก.พ.
เปิดสิทธิเพิ่มอีก 1 ล้านสิทธิให้สำหรับผู้สนใจและยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ ฯ โดยเปิดลงทะเบียนในวันที่ 10 ก.พ. นี้ จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ โดยจะสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่ 17 ก.พ. นี้
"โครงการ คนสะครึ่ง เฟส 4 มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รวมทั้งมีการขยับช่วงเวลา เริ่มต้นของโครงการ ฯ ด้วย ให้เร็วขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บรรเทาค่าครองชีพในภาวะปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณ อย่างคุ้มค่าและเหมาสมด้วย"นายธนกร กล่าว
นอกจากนั้น ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 กรอบวงเงิน 8,070.724 ล้านบาท และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 กรอบวงเงิน 1,351.981 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือเป็นพิเศษในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย 65

ครม.ให้พิจารณาปรับช่วงเวลาเริ่มต้นของโครงการให้เร็วขึ้นเป็นวันที่ 1 ก.พ.65 จากเดิม ที่กำหนดไว้ในวันที่ 21 ก.พ.65 เพื่อให้ภาครัฐสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ถือบัตรในโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 จำนวนไม่เกิน 13.45 ล้านคน (ณ วันที่ 25 ม.ค.65) และ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 จำนวน 2.25 ล้านคน ให้สามารถซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า ร้านค้า หรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 ไม่เกิน 200 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. รวมทั้งสิ้น 600 บาท/คน ตลอดระยะเวลาโครงการ

ทั้งนี้ ได้มี พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของโครงการ ให้สอดคล้องกับ การปรับช่วงเวลาเริ่มต้นของโครงการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ในสถานการณ์ในปัจจุบันที่ค่าครองชีพ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงยังได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการกำกับและติดตาม การดำเนินโครงการ เพื่อป้องกันการแสวงหา ประโยชน์จากการดำเนินโครงการโดยมิชอบได้ อาทิ ร้านค้าที่รับสแกนสิทธิ์แลกเปลี่ยนเป็นเงินสด อีกด้วย

9
กันเอง / เพาเวอร์บายจัดงาน Power Buy Electronics fair
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:05:51 PM »
จัดเต็มต้อนรับ ปีเสือทอง !!! เพาเวอร์บายจัดงาน Power Buy Electronics fair

จัดเต็มต้อนรับ ปีเสือทอง !!! เพาเวอร์บายจัดงาน Power Buy Electronics fair รวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีแบรนด์ดัง ช้อปสุดคุ้ม ช้อปสะดวกในงานเดียว 22-30 มกราคม 2565 นี้ ณ ไบเทค บางนา

เพาเวอร์บาย เอาใจสายช้อปต่อเนื่อง จัดงาน Power Buy Electronics fair รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยีจากแบรนด์ชั้นนำไว้ในที่เดียว ให้ได้ช้อปกันแบบสะดวก ปลอดภัย ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม ทั้งลด แลก แจก แถม กันเต็มๆ ตั้งแต่วันที่ 22-30 มกราคมนี้ Hall 101 ไบเทค บางนา

นายเศกภพ เทพบุรี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เปิดเผยว่า เพาเวอร์บายเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าคนไทยในช่วงสถานการณ์โควิด ที่มีแนวโน้มที่จะใช้สอยอย่างประหยัดขึ้น เพาเวอร์บายจึงมีการจัดโปรโมชั่นและจัดงานแสดงสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าในราคาที่คุ้มค่าเท่านั้น ล่าสุดได้จัดงาน Power Buy Electronics fair ขึ้นอีกครั้ง ณ บริเวณพื้นที่ Hall 101 ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 22-30 มกราคม 2565 เวลา 11.00 - 21.00 น. โดยภายในงาน ไม่เพียงลูกค้าจะได้พบกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที เทคโนโลยี ที่ครบครันยิ่งใหญ่ที่สุดจากแบรนด์ชั้นนำที่คัดสรรมาแล้วกว่า 20,000 รายการ รวบรวมไว้ในที่เดียวเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นด้วยโปรโมชั่นพิเศษสุด ที่ลูกค้าได้รับ ถึง 5 ต่อ ด้วยกัน

สินค้าแบรนด์ดัง ช้อปทุกหมื่น ลดทันที 10%
สุดยอดนักช้อป สะสมยอดช้อปครบตามเงื่อนไข รับทองคำมูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท
ผ่อน 0% ทั้งงาน พร้อมลดเพิ่มสูงสุด 19%
พิเศษสำหรับนักช้อปขาไว 50 ท่านแรก รับฟรี แก้ว Starbucks มูลค่า 850 บาท
ลดหย่อนภาษี ในโครงการช้อปดีมีคืน สูงสุด 30,000 บาท ตามมาตรการภาครัฐ 
สำหรับงาน Power Buy Electronics fair จัดบนพื้นที่ขนาดใหญ่ เดินทางสะดวกสบายและยังนำเสนอสินค้าพิเศษมากมายที่ไม่ควรพลาด เริ่มต้นด้วย เมื่อซื้อสินค้าแอร์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ครบ 10,000 บาทขึ้นไป ลดเพิ่มทันที 10% และสินค้าในหมวดทีวีและเครื่องเสียง รูดเต็ม ลดเพิ่ม 10% สำหรับสินค้าที่มีมูลค่า 15,000 บาทขึ้นไป และยังมีของแถม อาทิ หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องฟอกอากาศ จักรยาน 20 นิ้วพับได้ ลำโพงบลูทูธ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ด้วยข้อเสนอทั้งหมดที่ทางเพาเวอร์บายได้จัดเต็มให้แก่ลูกค้า จะช่วยยกระดับความสะดวกสบายในชีวิตเติมเต็มไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ในแบบฉบับนิวนอมัลแบบไม่ตกยุค และได้สินค้าคุณภาพและราคาสุดคุ้ม

ร่วมเปิดประสบการณ์ความคุ้ม พร้อมสัมผัสนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตและข้อเสนอสุดพิเศษได้ในงาน Power Buy Electronics fair ตั้งแต่วันที่ 22-30 มกราคม 2565 เวลา 11.00 - 21.00 น. ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนาติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรม และโปรโมชั่นต่างๆ จาก เพาเวอร์บาย (Power Buy) ได้ที่

10
ครม.ผ่าน 'เราเที่ยวด้วยกัน' เฟส 4 เริ่ม ก.พ.-ก.ค.65 ปรับเงื่อนไข 'ทัวร์เที่ยวไทย'

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติกรอบวงเงิน 9,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการ 'เราเที่ยวด้วยกัน' เฟส 4 โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ ก.พ. - ก.ค. 65 จำนวนสิทธิการสนับสนุนค่าโรงแรม/ที่พัก คนละไม่เกิน 10 ห้อง โดยที่รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักไม่เกิน 40% แต่ไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง/คืน รวมทั้งหมด 2 ล้านสิทธิ

พร้อมปรับลดสิทธิค่าโดยสารเครื่องบินลงเหลือ 6 แสนสิทธิ จากเดิม 2 ล้านสิทธิ เนื่องจากการดำเนินโครงการในช่วงที่ผ่านมา ผู้รว่มโครงการไม่ได้ใช้สิทธิเต็มสิทธิที่ให้อยู่แล้ว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ครม.ยังได้มอบหมายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปพิจารณามาตรการเพิ่มเติมในการกำกับดูแลป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้ ททท.เปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการ 'ทัวร์เที่ยวไทย' โดยปรับลดจำนวนสิทธิโครงการลงเหลือ 2 แสนสิทธิ จากเดิม 1 ล้านสิทธิ ส่งผลให้กรอบวงเงินในการดำเนินโครงการลดลงเหลือ 1,000 ล้านบาท จากเดิม 5,000 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่เอื้ออำนวยให้มีการเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบของหมู่คณะ รวมทั้งขยายระยะเวลาดำเนินโครงการออกไปจนถึง พ.ค.65 จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน ก.พ. 65

11
ครม.ให้เพิ่ม 'ไก่-เนื้อไก่'เป็นสินค้าควบคุม, ผู้ผลิตสินค้าจำเป็นรับปากตรึงราคา

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกำหนดสินค้าควบคุมประจำปี 2565 จำนวน 5 รายการตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) แบ่งเป็น 4 สินค้าที่เป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้วตั้งแต่ปี 64 คือ 1.หน้ากากอนามัย 2.ใยสังเคราะห์ Polypropylene (Spunbond) เพื่อใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย 3.ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ และ 4.เศษกระดาษและกระดาษที่นำกลับมาใช้ได้อีก

สำหรับสินค้าที่เพิ่มเติม คือ ไก่และเนื้อไก่ เนื่องจากปัจจุบันเป็นอาหารสัตว์ทางเลือกที่คนหันมาบริโภคแทนหลังหมูมีราคาแพง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า การที่ไก่และเนื้อไก่เป็นสินค้าควบคุม ผู้ประกอบการจะต้องมีหน้าที่รายงานปริมาณการเลี้ยง ต้นทุนราคา โดย กกร.ได้กำหนดให้ผู้เลี้ยงที่มีปริมาณการเลี้ยงตั้งแต่ 1 แสนตัวขึ้นไปและโรงชำแหละที่มีกำลังตั้งแต่ 4 พันตัว/วัน ต้องแจ้งปริมาณการสต็อก และต้นทุนราคาการเลี้ยงสัตว์ให้ กกร.ทราบทุกเดือน เพื่อป้องกันการโก่งราคา การกักตุนสินค้า

ส่วนเรื่องการตรึงราคานั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ค้าและสมาคมต่างๆ ที่จะร่วมมือกันในการตรึงราคาสินค้าใน 5 หมวดรายการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซอสปรุงรสต่างๆ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำอัดลม

ขณะเดียวกันราคาเนื้อหมู ไข่ไก่ ช่วงนี้ตามรายงานของภาวะการณ์สินค้าเกษตร ตัวเลขเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหลายตัวก็อยู่ในระดับที่ทรงตัว อย่างเช่น สุกร สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติประกาศตรึงราคาสกุรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มที่กิโลกรัมละ 110 บาท ไปจนถึงเสร็จสิ้นเทศกาลตรุษจีน ไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงและผู้ส่งออกไข่ไก่ประกาศให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการตรึงราคาอยู่ที่ 2.90 บาทต่อฟอง

ดังนั้นในระยะต่อไป เชื่อว่าระดับราคาสินค้าเกษตรต่างๆ น่าจะลดลง ไม่เป็นภาระกับประชาชน และรัฐบาลจะดำเนินการในทุกๆ ทางที่จะดูแลประชาชน แต่หลายๆ เรื่องต้องขอให้กลไกต่างๆ มาตรการระยะสั้น กลาง ยาว ให้เดินหน้าต่อไป

13
กันเอง / CRC บวก 2.27% คลายกังวลการเพิ่มทุน
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:31:35 AM »
CRC บวก 2.27% คลายกังวลการเพิ่มทุนหลังยกเลิกแผนเข้าซื้อ Selfridges Group

หุ้น CRC บวก 2.27% หรือเพิ่มขึ้น 0.75 บาท มาที่ 33.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 474.82 ล้านบาท เมื่อเวลา 11.36 น. จากราคาเปิด 33.75 บาท ราคาสูงสุด 34.25 บาท ราคาต่ำสุด 33.50 บาท

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ราคาหุ้น CRC เช้านี้ที่ปรับตัวบวกสวนตลาดเนื่องจาก บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ยกเลิกการเข้าซื้อกิจการงกลุ่มเซลฟริดเจส จากตระกูลเวสตัน ซึ่งประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้ารวมทั้งหมด 18 แห่งในยุโรป ทำให้คลายความกังวลการเพิ่มทุน หลังจากที่ประเด็นนี้ได้กดดันราคาหุ้น CRC ในช่วงก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ภาครัฐมีมาตรการต่างๆ หนุนการเปิดเมือง ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของ CRC มีโอกาสฟื้นตัว น่าจะทำให้กำไรปีนี้เติบโตได้ โดยคาดกำไรปี 65 จะเติบโตได้ถึง 800% มาที่ 3,910 ล้านบาท จากปี 64 ที่มีฐานต่ำ โดยคาดมีกำไร 400 ล้านบาท จึงแนะนำ"ซื้อ"ราคาเป้าหมาย 40 บาท

เช้าวันนี้ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติจะไม่เข้าลงทุนไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งหมดใน Selfridges Group ตามข้อตกลงในสัญญาซื้อกิจการแทน บริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด (HCDS) ภายใต้ Flagship Udertaking Letter

ทั้งที่ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เห็นว่าการลงทุนโดย HCDS จะช่วยให้บริษัทในฐานะกลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล (Central Group) อาจใช้ความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจของ HCDS เช่น ความสัมพันธ์กับแบรนด์คู่ค้าระดับโลก เพื่อประโยชน์ของธุรกิจของบริษัทได้

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศว่าได้ร่วมกับ ซิกน่า หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจห้างสรรพสินค้าและอสังหาริมทรัพย์ของยุโรป ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าซื้อกิจการของ Selfridges Group จากตระกูลเวสตัน ซึ่งประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้ารวมทั้งหมด 18 แห่ง อาทิ ห้างสรรพสินค้า เซลฟริดเจส (Selfridges) บนถนนออกซ์ฟอร์ด ในกรุงลอนดอน, แมนเชสเตอร์ และเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ, ห้างสรรพสินค้าดี แบนคอร์ฟ (de Bijenkorf) ประเทศ เนเธอร์แลนด์, ห้างสรรพสินค้า บราวน์ โทมัส (Brown Thomas) และ อาร์นอตส์ (Arnotts) ประเทศไอร์แลนด์

การร่วมทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนทั้งในธุรกิจห้างสรรพสินค้า อสังหาริมทรัพย์ และกิจการด้านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการร่วมทุน 50:50 ระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลกับซิกน่า

14
“เอส ซี แกรนด์ รับสร้างบ้าน” มั่นใจปี 65 ปั้นยอดขายโต 150% จับมือผู้พัฒนาอสังหาฯชูกลยุทธ์พันธมิตรการตลาด

เอส ซี แกรนด์ รับสร้างบ้าน ในเครือ “SEACON” นำโดยนายธีรพงศ์ นคราวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอส ซี แกรนด์ จำกัด ประกาศศักยภาพการันตีความเก๋าเกมส์ในธุรกิจรับสร้างบ้าน หลังเปิดตัว 11 เดือน ยอดขายทะลุเป้าแตะ 150 ล้านบาท เผยปี 2565 รุกตลาดรับสร้างบ้านใช้กลยุทธ์พันธมิตรทางการตลาด จับมือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ประเดิมไตรมาสแรกร่วมกับบริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการขายบ้าน SC GRAND พร้อมที่ดินติดถนนสุขาภิบาล 5 หน้าโครงการเนเบอร์โฮม วัชรพล กรุงเทพฯ พร้อมเดินหน้าตอกย้ำการเป็นบริษัทรับสร้างบ้านพรีเมียมแบรนด์ ดึงศักยภาพพันธมิตรธุรกิจเสริมความมั่นใจคุณภาพแม้เป็นแบรนด์ใหม่ อาทิ A. MOTORS GROUP ผู้นำเข้ารถยนต์หรู, บริษัท พรีเซ้นต์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำระบบอัจฉริยะในบ้านครบวงจร และ GRANDHOME ผู้นำด้านกระเบื้องและสุขภัณฑ์ มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับและบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม ผนึกกำลังต่อยอดสู่ยอดขายโต 500 ล้านบาทต่อปี ภายใน 4 ปี

ทั้งนี้นับเป็นก้าวใหม่ของธุรกิจในเครือของตระกูล “ซอโสตถิกุล” กับความสำเร็จของแบรนด์ล่าสุดอย่าง เอส ซี แกรนด์ รับสร้างบ้าน ภายใต้นิยามการใช้ชีวิตที่เหนือกว่า ด้วยแนวคิด “Smart Vision – Smart Living” ชูจุดขายบริษัทรับสร้างบ้าน Intelligent Home รายแรก ที่ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจเพียงไม่กี่เดือนคว้ายอดขายหลักร้อยล้าน ผ่านกลยุทธ์การตลาดสื่อออนไลน์เป็นหลัก จากเดิมที่ธรรมชาติของการทำธุรกิจในแวดวงรับสร้างบ้านมักทุ่มงบไปที่การตลาดออฟไลน์เป็นหลัก

“ความสำเร็จในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นกลุ่มผู้ล้ำสมัย ตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ในยุคที่เรียกว่า Internet of Thing (loT) ทุกสิ่งที่เชื่อมต่อและแบ่งปันข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเช่นนี้ การที่บ้านเอส ซี แกรนด์ รองรับระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์คที่เชื่อมต่อกันได้ทั่วทั้งบ้าน เป็นแบบบ้านอัจฉริยะ จึงตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้เราสามารถปิดยอดขายในปีนี้ได้เกินเป้าที่ตั้งไว้มากกว่า 20%” นายธีรพงศ์ กล่าวถึงผลงานที่ผ่านมาของบริษัท เอส ซี แกรนด์ จำกัด


สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2565 เอส ซี แกรนด์ รับสร้างบ้าน รุกตลาดสร้างความแข็งแรงด้านความเชื่อมั่นแบบทวีคูณ ชูกลยุทธ์พันธมิตรทางการตลาด ต่อยอดพันธกิจหลักที่มุ่งมั่นมอบความเหนือระดับให้ลูกค้าด้วยจุดขายในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างและการส่งมอบคุณค่าให้กับผู้ซื้อเป็นหลัก จากการชูจุดเด่นในการเป็นบริษัทรับสร้างบ้านแนวคิดใหม่ที่ผสมผสานคุณภาพงานก่อสร้างกับเทคโนโลยีดิจิตอลที่ล้ำสมัย เพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย อนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการมองหาแนวร่วมคุณภาพจับมือพันธมิตร (Co-brand) ต่อยอดและพัฒนาวงการสร้างบ้านให้มีแต่คำว่า ‘มากกว่า’ ประเดิมไตรมาสแรกร่วมกับ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการขายบ้าน SC GRAND พร้อมที่ดินติดถนนสุขาภิบาล 5 หน้าโครงการเนเบอร์โฮม วัชรพล กรุงเทพฯ ขยายความสุขด้วยคุณภาพการอยู่อาศัยบนความเข้าใจจริง


“SC GRAND และธารารมณ์ มีเป้าหมายร่วมกันในการสานฝันให้แก่ผู้ที่ต้องการสร้างบ้านในแบบของตัวเองแต่ยังไม่สามารถหาที่ดินที่สะดวกต่อการเดินทาง โดยโปรเจ็คนี้จะเป็นการส่งมอบบ้านของ SC GRAND ให้กับลูกค้าพร้อมกับที่ดินติดถนนสุขาภิบาล 5 หน้าโครงการเนเบอร์โฮม วัชรพล กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ดินในย่านที่เรียกว่าเป็นทำเลทอง เหมาะทั้งการซื้อหาไว้เป็นที่อยู่อาศัยหรือจะทำเป็น Home Office ก็ยังได้ ทั้งนี้บ้าน SC GRAND @ วัชรพล มีจำกัดเพียง 8 หลังเท่านั้น ถ้าขายหมดแล้วคือหมดเลย อยากให้ท่านที่สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารโครงการต่อไป” นายณัฐพล มัททวกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้


โดยปัจจุบัน เอส ซี แกรนด์ มีแบบบ้าน 2-3 ชั้น ให้เลือกสั่งสร้างตั้งแต่ 3 – 25 ล้านบาท โดยมีการออกแบบที่หลากหลายสไตล์ อาทิ โมเดิร์นร่วมสมัยและโมเดิร์นลักซูรี่ ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยยุคใหม่ รับประกันโครงสร้างนานถึง 20 ปี ในราคาที่คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของ

15
รู้จักระบบจัดการอพาร์ทเมนท์ ที่จะทำให้ลูกบ้านสะดวกสบาย อุ่นใจมากขึ้น
 
ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับทุกอย่างได้ง่าย สะดวกรวดเร็วมากขึ้น จึงทำให้องค์กรต่างๆ เริ่มคิดค้นระบบบนแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้น รวมไปถึงเหล่าบริษัทอสังหาฯ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนโด อพาร์ทเมนท์ หรือหอพักให้เช่าต่างๆ ที่เริ่มมีการใช้แอปพลิเคชันระบบจัดการอพาร์ทเมนท์นี้กันมากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกให้ทั้งแก่เจ้าหน้าที่ภายในองค์กร หรือนิติบุคคล และเหล่าลูกบ้านอีกด้วย แต่ระบบนี้คืออะไร และดีจริงหรือไม่นั้น วันนี้เราขอพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย

ระบบจัดการอพาร์ทเมนท์คืออะไร?

ระบบบนแอปพลิเคชัน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ทั้งเจ้าหน้าที่นิติบุคคลและลูกบ้าน ผ่านข้อมูลและฟีเจอร์ต่างๆ ภายในแอปพลิเคชัน โดยระบบนี้จะช่วยทำให้ลูกบ้านสามารถติดต่อกับทางนิติบุคคล หรือใช้บริการในฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างง่ายและสะดวกขึ้น

ระบบจัดการอพาร์ทเมนท์นี้ดีอย่างไร?

1.สามารถตรวจสอบข้อมูลและระบบจัดการต่างๆ ได้

ไม่ว่าพัสดุของคุณจะมาส่ง หรือตรวจสอบข้อมูลการแจ้งรับบริการต่างๆ คุณก็สามารถตรวจสอบผ่านระบบจัดการอพาร์ทเมนท์นี้ได้ โดยไม่ต้องคอยลงไปเช็กกับฝ่ายนิติบุคคลอยู่บ่อยๆ

2.สามารถชำระค่าต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ที่คุณมักจะลืมจ่ายรายเดือน หรือค่าส่วนกลางรายปี ที่พอไม่ได้จ่ายบ่อยๆ นานไปก็ลืม ระบบจัดการนี้จะช่วยแจ้งเตือนใบแจ้งชำระหนี้ให้แก่คุณเมื่อถึงเวลากำหนดชำระค่าบริการต่างๆ โดยคุณสามารถชำระเงินผ่านการโอน หรือชำระผ่านบัตรเครดิต หลังจากนั้นคุณสามารถส่งสลิปหลักฐานการโอนเงินไปยังฝ่ายนิติบุคคล ผ่านในแอปฯ ระบบได้ง่ายๆ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว ยังทำให้คุณไม่โดนตัดน้ำ ตัดไฟอีกด้วย

3.ติดตามข่าวสารอัพเดทจากทางนิติบุคคลได้
คุณสามารถติดตามข่าวสารประกาศต่างๆ จากนิติบุคคลผ่านทางระบบจัดการอพาร์ทเมนท์ได้อย่างง่ายด้าย เพียงแค่เปิดแจ้งเตือนไว้ คุณก็สามารถรู้กำหนดการซ้อมหนีไฟ บริการฉีดวัคซีน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ภายในอพาร์ทเมนท์ของคุณจัดขึ้นร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวันลอยกระทง วันฮาโลวีน หรือวันคริสต์มาสอีกด้วย

4.สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่นิติบุคคลได้ผ่านทาง Chat Box

หากคุณต้องการแจ้งปัญหา หรือขอเข้ารับบริการต่างๆ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่นิติบุคคลได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน ที่สามารถให้ความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการได้มากขึ้น

5.รองรับผู้ใช้งานหลายคน

ไม่ว่าคุณจะอยู่อพาร์ทเมนท์ คอนโดกับครอบครัว แฟน หรือเพื่อนหลายคน ก็ไม่ต้องกังวลถึงการใช้งานหลายคนไป เพราะระบบจัดการอพาร์ทเมนท์นี้ยังรองรับการใช้งานหลายคน จากหลาย User อีกด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้พักอาศัยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการจากทางบริษัทได้อย่างครบถ้วน

ระบบจัดการอพาร์ทเมนท์เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันดีๆ สำหรับชาวคอนโด อพาร์ทเมนท์ และหอพัก ที่มีติดไว้ในโทรศัพท์มือถือก็ไม่เสียหาย แถมยังเพิ่มความสะดวกให้คุณแบบจัดเต็มอีกด้วย

หน้า: [1] 2 3 ... 112