X-Close




X-Close

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - PostDD

หน้า: [1] 2 3 ... 56
1

"บล.กรุงศรี" คาดหุ้นไทยวันนี้ (19 ต.ค.) แกว่งตัว 1,635-1,655 จุด ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบทรงตัวเหนือ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ความคาดหวังเศรษฐกิจไทยฟื้นหลังเปิดประเทศ

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (19 ต.ค.) คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัว 1,635 - 1,655 จุด โดยดัชนียังคงได้แรงหนุนราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวเหนือ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรบ ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงาน รวมถึงความคาดหวังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการเปิดประเทศขั้นแรกในวันที่ 1 พ.ย.


อย่างไรก็ตาม ความกังวลภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ภายในปีนี้ รวมถึงแนวต้านทางเทคนิคจะกดดันให้ดัชนีสลับอ่อนตัว


โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกซื้อรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มเปิดเมือง AOT AAV BA MINT KBANK SCB CPN CRC HMPRO CPALL AMATA WHA  MAJOR BTS BEM และกลุ่มพลังงาน PTT PTTEP TOP PTTGC SPRC BCP ตามราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น

2
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบธ.พ. ไทย)ในไตรมาสที่ 3/2564 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2564 เหตุโควิด-19 ที่ปะทุขึ้นต้นไตรมาส 3/2564 กดดันรายได้จากธุรกิจหลักและตั้งสำรองฯสูงกว่าช่วงปกติ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบธ.พ. ไทย) อยู่ที่กรอบ 3.25-3.35 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 3/2564 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2564 ที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 5.72  หมื่นล้านบาท เนื่องจากโควิด-19 ที่ปะทุขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 3/2564 กดดันรายได้จากธุรกิจหลัก โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ และทำให้ธ.พ. มีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ในระดับที่สูงกว่าช่วงปกติ และสูงกว่าช่วงครึ่งแรกของปี

กำไรสุทธิแบงก์ไทย 3Q/64 ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน เหตุโควิด-19ปะทุ
กำไรสุทธิแบงก์ไทย 3Q/64 ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน เหตุโควิด-19ปะทุ

สำหรับสัดส่วน NPL ของระบบธ.พ. อาจขยับขึ้นมาที่ 3.10-3.17% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/2564 แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากความยืดหยุ่นของเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ สำหรับในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ธ.พ. น่าจะสามารถปรับตัวเพื่อประคองผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนได้ แต่โจทย์ต่อเนื่องในปีหน้าจะยังคงเป็นเรื่องการดูแลปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และการเตรียมรับมือกับการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งจะมีผู้เล่นที่หลากหลายมากขึ้น

 

•         กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบ ธ.พ.ไทย) ในไตรมาส 3/2564 อาจลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดลงอีกครั้งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ปะทุขึ้นในช่วงระหว่างไตรมาส อย่างไรก็ดีคาดว่า กำไรสุทธิของระบบ ธ.พ.ไทยจะขยับสูงขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากในปีก่อนมีการตั้งสำรองฯ ในระดับสูงรับโควิดระลอกแรก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์กำไรสุทธิของระบบธ.พ. ไทยที่ 3.30 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 3/2564 ลดลงประมาณ 42.2% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2564 ที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 5.72  หมื่นล้านบาทจากผลของการบันทึกกำไรพิเศษจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นในบริษัทในเครือของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง

 


ทั้งนี้หากไม่นับรวมรายการนี้ กำไรสุทธิยังคงปรับตัวลง QoQ ประมาณ 32.5% เนื่องจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ หดตัวลงต่อเนื่องตามสัญญาณอ่อนแอของเศรษฐกิจซึ่งในระหว่างไตรมาสมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดและการใช้มาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด

 

ขณะที่รายจ่ายในการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ) อาจขยับสูงขึ้นมากกว่าช่วงครึ่งแรกของปีเพื่อรองรับความเสี่ยงจากโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดีกำไรสุทธิของระบบธ.พ. ไทยในไตรมาสที่ 3/2564 ดังกล่าว ยังขยับสูงขึ้นหากเทียบกับฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อน

•         รายได้จากธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ ชะลอลงในไตรมาส 3/2564 นำโดย รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการซึ่งน่าจะหดตัวลงประมาณ 6.5-9.0% YoY อาทิ รายได้จากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต บริการโอนเงินและเรียกเก็บเงิน รวมถึงค่าธรรมเนียมจัดการ และค่านายหน้า

 

 นอกจากนี้คาดว่า การตีมูลค่าเงินลงทุนในตราสารทางการเงินผ่านงบกำไรขาดทุนของธนาคารพาณิชย์น่าจะได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และในไตรมาสที่ 3 ไม่น่าจะมีการบันทึกรายได้พิเศษก้อนใหญ่จากส่วนอื่นๆ  

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยในภาพรวมในไตรมาส 3/2564 น่าจะชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อใหม่เป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยที่ชะลอตัวลงตามความเปราะบางทางการเงินของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ดีภาพรวมสินเชื่อยังน่าจะขยับขึ้นทั้งเมื่อเทียบแบบ QoQ และ YoY ตามการเติบโตต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายใหญ่ ประกอบกับสถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการผ่านโครงการสินเชื่อฟื้นฟูมากขึ้น

 

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สินเชื่อของระบบธ.พ. ไทยจะเติบโตในกรอบ 4.7-5.2% YoY ในไตรมาส 3/2564 ขยับขึ้นจากที่เติบโต 4.4% YoY ในไตรมาส 2/2564 ที่ผ่านมา แต่ NIM ในไตรมาส 3/2564 อาจจะชะลอลงมาอยู่ในกรอบประมาณ 2.50-2.55% เทียบกับ 2.56% ในไตรมาส 2/2564 เนื่องจากสินเชื่อธุรกิจที่ปล่อยใหม่ในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องซึ่งมีดอกเบี้ยไม่สูง

•         ธนาคารหลายแห่งมีแนวโน้มกลับมาตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/2564 เพื่อเตรียมรับมือประเด็นด้านคุณภาพหนี้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยืดเยื้อ แม้จะยังได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ 

 

โควิด-19 ที่ปะทุขึ้นในช่วงระหว่างไตรมาสที่ 3 มีความรุนแรงและขยายเป็นวงกว้างย่อมมีผลกดดันสถานะทางการเงินของลูกหนี้หลายกลุ่ม ขณะที่ข้อมูลจากธปท. สะท้อนสัญญาณว่า ลูกหนี้มีแนวโน้มทยอยเข้ารับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น โดยยอดภาระหนี้เข้ามาตรการช่วยเหลือฯ ขยับขึ้นจากจุดต่ำสุดของปีนี้ที่ 3.18 ล้านล้านบาท (จากจำนวนบัญชีลูกหนี้เข้ามาตรการฯ 4.77 ล้านบัญชี) ในเดือนเมษายน 2564 มาที่ 3.35 ล้านล้านบาท (จำนวนบัญชีลูกหนี้เข้ามาตรการฯ 5.12 ล้านบัญชี) ในเดือนกรกฎาคม 2564 โดยในจำนวนนี้ สัดส่วนกว่า 60% เป็นลูกหนี้ที่รับความช่วยเหลือฯ จากธนาคารพาณิชย์

กำไรสุทธิแบงก์ไทย 3Q/64 ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน เหตุโควิด-19ปะทุ
กำไรสุทธิแบงก์ไทย 3Q/64 ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน เหตุโควิด-19ปะทุ

 ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจะทยอยตั้งสำรองฯ ในระดับที่สูงกว่าช่วงปกติ เพื่อเตรียมการรองรับความไม่แน่นอนของประเด็นคุณภาพของสินเชื่อที่ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าธปท. ได้ขยายเวลาผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้และการกันเงินสำรองให้กับสถาบันการเงินไปจนถึงสิ้นปี 2565 แล้วก็ตาม

 

สำหรับสถานการณ์สินเชื่อด้อยคุณภาพในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL Ratio ของระบบธนาคารพาณิชย์ (ภาพรวมของธ.พ.ไทย+สาขาธ.พ. ต่างประเทศ) อาจขยับขึ้นมาที่ 3.10-3.17% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 3/2564 จากระดับ 3.09% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 2/2564 ตามสัญญาณความเปราะบางทางการเงินและปัญหาในการประคองรายได้ของลูกหนี้ในกลุ่ม SMEs และรายย่อย ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองฯ ต่อสินเชื่อ หรือ Credit Cost ยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ 1.46-1.49% ในไตรมาส 3/2564 ขยับขึ้นจากระดับ 1.45% ไตรมาส 2/2564

กำไรสุทธิแบงก์ไทย 3Q/64 ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน เหตุโควิด-19ปะทุ
กำไรสุทธิแบงก์ไทย 3Q/64 ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อน เหตุโควิด-19ปะทุ

         สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธนาคารพาณิชย์จะสามารถปรับตัวเพื่อประคองทิศทางกำไรสุทธิในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะหากการคลายมาตรการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ที่ทางการไทยทยอยดำเนินการมีส่วนช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจลงบางส่วน แม้ว่าการฟื้นตัวในภาพรวมจะมีความไม่แน่นอนและต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยอาจเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2564 แต่คงต้องยอมรับว่า ระดับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ/ธุรกิจในแต่ละภาคส่วนจะยังมีความแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ภารกิจสำคัญของธนาคารพาณิชย์ในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า จะอยู่ที่การเตรียมสภาพคล่องเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการพลิกฟื้นกิจการในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มที่ยังฟื้นตัวได้ช้า เพื่อเป็นอีกแนวทางในการดูแลปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่จะยังคงเป็นโจทย์ต่อเนื่องไปในปีข้างหน้า

 

สำหรับในปีหน้า นั้น ความท้าทายที่รออยู่จะเป็นเรื่องสถานการณ์การแข่งขันของตลาดผลิตภัณฑ์บริการทางการเงิน (ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของตลาดสินเชื่อเท่านั้น) ที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นท่ามกลางผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ และกลุ่ม FinTech และ TechFin โดยภายใต้สนามการแข่งขันดังกล่าว ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มที่จะเตรียมวางแนวทางสำหรับการแก้โจทย์-ปรับโมเดลเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาวหลังโควิด-19 สิ้นสุดลง โดยเฉพาะการใช้ฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ชิงส่วนแบ่งในตลาดลูกค้าในช่องทางออนไลน์ และดิจิทัลแพลตฟอร์ม

3
111-Lotto 111  ตัวแทนจำหน่าย ล็อตเตอรี่ออนไลน์ รายใหญ่ของ มังกรฟ้าล็อตเตอรี่ออนไลน์  ปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อล็อตเตอรี่แบบใหม่  ยุค new normal




ไม่ต้องไปหน้าแผง ไม่ต้องเสียเวลาก้มหาเลข ไม่ต้องไปลุ้นว่าจะมีเลขที่อยากได้มั้ย แค่แอดไลน์ หาเรา บอกเลขที่ต้องการ เลขเด็ด เลขดัง แจ้งโอนเงิน จะได้รับ SMS ยืนยัน




ถ้าถูกรางวัลสามารถขึ้นเงินได้จริง ได้รับเงินจริงไม่เกิน 24 ชม โดยปกติใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงหลังผลสลากกินแบ่งรัฐบาลออกเท่านั้น 

ขั้นตอนการซื้อ ล็อตเตอรี่ออนไลน์ กับเรานั้น ง่ายๆ มาก มี 2 แบบให้เลือกแล้วแต่สะดวก

1. แอดไลน์ @111-lotto หรือคลิกทีนี่ เพื่อ คุยกับแอดมินโดยตรงและทำการสั่งซื้อและโอนเงินผ่านไลน์ มีเจ้าหน้าที่แนะนำทุกขั้นตอน 

111-lotto รีบแอดไลน์เพื่อเลือกเลขรางวัลก่อนใคร

Add Line : @111-lotto





2. สั่งซื้อผ่านระบบ 111-lotto ล็อตเตอรี่ของของมังกรฟ้าล็อตเตอรี่ออนไลน์ ด้วยตัวเอง จะทำที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ Add Line : @111-lotto


 


 

4
กันเอง / ‘JP’ กำหนดราคาขาย IPO หุ้นละ 7 บาท
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:12:24 AM »
‘JP’ กำหนดราคาขาย IPO หุ้นละ 7 บาท เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อ 21, 25-26 ต.ค.นี้

บมจ.โรงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) หรือ JP ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้นำเสนอข้อมูลทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์การเติบโตของ บมจ.โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) หรือ JP ให้แก่นักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทฯ มีพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพเติบโต ด้วยจุดเด่นด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 70 ปี และมีทีมวิจัยพัฒนาที่มีความสามารถต่อยอดงานวิชาการสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ ทั้งกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้ Own Brand และรับจ้างผลิต (OEM) ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในเชิงดูแลป้องกันและรักษาโรค และด้วยธุรกิจ Health and Wellness ที่คนหันมาให้ความสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจนี้จึงเป็นที่น่าสนใจของผู้บริโภค นักธุรกิจ และกระแสการลงทุนเป็นอย่างมาก



ดังนั้น จึงได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ของ บมจ.โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) ที่ราคาหุ้นละ 7 บาท โดย JP จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 115,000,000 หุ้น รวมทั้งสิ้นคิดเป็นร้อยละ 25.27 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขาย หุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ พร้อมกำหนดเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในระหว่างวันที่ 21,25-26 ตุลาคม 2564 และคาดว่าจะนำหุ้น JP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

ไทยประกันชีวิต เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
‘บลูบิค’ ได้ไฟเขียว ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง เดินหน้าขาย IPO 25 ล้านหุ้น
ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JP กล่าวว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านการวิจัย ผลิตและจำหน่ายยา และอาหารเสริมครบวงจร โดยร่วมมือสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาสินค้าภายใต้ Own Brand ออกสู่ตลาดปีละ 4-5 รายการต่อปี เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาไข่น้ำ ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโปรตีนจากพืช (Plant Base) ภายใต้แบรนด์ ‘สุภาพโอสถ’ เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการใช้กัญชงและกัญชาในผลิตภัณฑ์สมุนไพรในเชิงสุขภาพ โดยใช้ฐานการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานของบริษัทฯ ขณะเดียวกัน JP จะเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนเพื่อผลกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยลงทุนปรับปรุงและขยายกำลังการผลิตโรงงานที่กรุงเทพฯ และจังหวัดลำพูน เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด หรือ Economy of Scale ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและลูกค้า OEM ทั้งในและต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดัน JP เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ADVERTISEMENT


นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า การที่ JP เข้าระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนา ผลิตและจำหน่าย ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบครบวงจร โดย JP จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปสร้างการเติบโตในระยะยาวตามโครงการที่ได้วางแผนไว้ ทั้งในส่วนที่เป็นโครงการสร้างอาคารและซื้อเครื่องจักรแปรรูปไข่น้ำเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์, แผนการเพิ่มอัตราการทำกำไรจากการขายสินค้าต่อหน่วยมากขึ้น ด้วยการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ภายใต้ Own Brand เพื่อวางจำหน่ายผ่านช่องทางหลากหลาย ทั้งร้านขายยาทั่วไป ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านสะดวกซื้อ ทีวีโฮมช้อปปิ้ง และช่องทางออนไลน์ (Online Channel) ในมาร์เก็ตเพลส เช่น Shopee Lazada รวมถึง เพิ่มโอกาสทางธุรกิจขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศเพิ่มเติม อีกทั้งลงทุนด้านประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ TV Home Shopping เพื่อสร้างการรับรู้ตัวสินค้าใหม่ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงปี 2564-2566 โครงการปรับปรุงห้องวิจัยและตรวจสอบคุณภาพของโรงงานในกรุงเทพฯ และขยายไลน์การผลิตอาหารเสริมประเภท Soft gel รวมถึงการขยายพื้นที่คลังสินค้าที่โรงงานในจังหวัดลำพูน ส่วนที่เหลือจะนำไปชำระคืนหนี้สถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อไป

ทางด้าน นายโชษิต เดชวนิชยนุมัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม อัลฟา แคปปิตอล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วม กล่าวเพิ่มเติมว่า JP มีโอกาสการเติบโตสูงจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้าสู่สังคมแห่งการดูแลสุขภาพ ที่ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดย JP มีจุดแข็งด้านมารตฐานคุณภาพสินค้า และฐานการผลิต อีกทั้งมีความสามารถการผลิตยาที่หลากหลายรูปแบบ และอยู่ภายใต้มาตรฐานวิธีการผลิตสำหรับการผลิตยา (GMP PIC/s) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สอดคล้องและทัดเทียมกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป และมาตรฐาน GMP สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงการจดทะเบียนยาที่พร้อมใช้ ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ และอาหารเสริมแล้วกว่า 2,000 ผลิตภัณฑ์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม OEM ในการออกสินค้าใหม่ภายใต้การให้บริการแบบ one stop service ซึ่งช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของ JP ขยายตัวได้โดดเด่นต่อไป

5
บรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และเสียชีวิตในประเทศลดลงต่อเนื่อง นำมาสู่การเตรียมพร้อมเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พ.ย. นี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์เท่านั้น

ขณะที่การใช้ชีวิตของคนในประเทศเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพิ่มเติม ทั้งการปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00 น. ถึง 03.00 น. ส่งผลให้กิจการต่างๆ เปิดให้บริการได้นานขึ้น เช่น ตลาดสด ตลาดโต้รุ่ง ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า รวมถึงร้านสะดวกซื้อ สามารถเปิดให้บริการได้ถึง 22.00 น. น่าจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆ กลับมาคึกคักมากขึ้น

ที่ผ่านมา “ธุรกิจค้าปลีก” เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัว ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หลังสภาพคล่องหดหายไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดหนัก ขณะที่หลายคนไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวโรคระบาด

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเปิดให้บริการ หลังเกิดการระบาดรอบใหม่ ทำให้ ศบค. ต้องงัดมาตรการเคอร์ฟิวมาใช้อีกครั้งในพื้นที่ควบคุมเข้มงวดสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ 21.00 น. ถึง 04.00 น. ส่งผลให้ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารต่างๆ เปิดให้บริการได้ถึง 20.00 น. เท่านั้น ขณะเดียวกันรายได้จากลูกค้าต่างชาติแทบไม่มีเข้ามา


อย่างบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เจ้าของแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ถูกโควิดเล่นงานไม่ต่างกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ย้อนดูผลประกอบการปี 2563 ที่เริ่มรับรู้ผลกระทบจากโควิด บริษัทมีรายได้รวม 546,364 ล้านบาท ลดลง 4.3% จากปี 2562 ที่มีรายได้ 571,006 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเหลือ 16,102 ล้านบาท ลดลงเกือบ 28% จาก 22,343 ล้านบาท

โดยธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 300,705 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 33,356 ล้านบาท ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิม ลดลงจากปีก่อน 14.5% โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 70,851 บาท ยอดซื้อต่อบิล 75 บาท และจํานวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 949 คน

ส่วนงวดครึ่งแรกปีนี้ยังเห็นสัญญาณการชะลอตัวต่อเนื่อง กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,788 ล้านบาท ลดลง 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8,532 ล้านบาท โดยยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 67,767 บาท ลูกค้าต่อสาขาต่อวันเหลือ 823 คน แต่ยอดซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้นเป็น 82 บาท CPALL พ้นจุดต่ำสุด  โควิดคลาย-ยอดขายฟื้น


ที่ผ่านมา CPALL พยายามปรับตัวรับยุคนิวนอร์มอล มีการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ ทั้งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ การสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะมารับเองที่ร้านก็ได้ หรือจัดส่งเดลิเวอรี่ให้ถึงบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

แม้ว่าแนวโน้มผลประกอบการของ CPALL ในไตรมาส 3 ที่กำลังจะประกาศออกมาดูแล้วไม่ค่อยสดใส น่าจะเป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์รอบใหม่ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ส่วนกิจการของโลตัสคาดรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเช่นกัน

สำหรับความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างธุรกิจจะมีการโอนกิจการโลตัสให้กับบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO ซึ่งคาดว่ากระบวนการโอนกิจการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนต.ค. นี้ หรือ ต้นเดือนพ.ย. หลังจากนั้น CPALL จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโลตัสผ่าน MAKRO อีกที

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ แม้จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้น MAKRO ลดลง แต่น่าจะส่งผลดีต่อ CPALL ในระยะยาว โดย MAKRO จะกลายเป็นบริษัทที่มีทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ครอบคลุมลูกค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย ขณะเดียวกันจะมีสภาพคล่องเข้ามาอีกก้อนหนึ่ง เพราะตามแผนปรับโครงสร้าง CPALL จะขายหุ้น MAKRO ออกมาด้วย 363 ล้านหุ้น และ Green Shoe อีก 340 ล้านหุ้น

ส่วนตัวธุรกิจหลักคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 นี้ จากการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ขยายเวลาเปิดให้บริการ นอกจากนี้ มีลุ้นว่าหลังเปิดประเทศถ้าผู้ติดเชื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ศบค. อาจจะยกเลิกเคอร์ฟิวในไม่ช้า

6
ผู้เขียน    เกษมณี นันทรัตนพงศ์
นับตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปี 2564 ทั่วโลก รวมถึงไทยต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากมาตรการล็อกดาวน์ เว้นระยะห่าง งดการเดินทาง เพื่อความพยายามหยุดยั้งการระบาดของเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนายารักษาที่ถูกกับเชื้อโรค

ธุรกิจบัตรเครดิต เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่กลับพบว่ายอดการใช้จ่าย บัตรเครดิต เดอะวัน หาเป็นเช่นนั้นไม่

คุณอาร์ต หรือ คุณอธิศ รุจิรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด และหมวกอีกใบ ประธานชมรมบัตรเครดิต จะมาเฉลยให้ฟังถึงธุรกิจบัตรเครดิตที่เจอสถานการณ์โควิดยาวนานถึง 2 ปี
“โดยภาพรวม แน่นอนว่าตลาดบัตรเครดิตขึ้้นอยู่กับการใช้จ่ายของผู้บริโภค ถือเป็นผลิตภัณฑ์การเงินที่เปราะบางกับโควิด ช่วงล็อกดาวน์ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรตกลงมาก เช่นเดียวกับการหาสมาชิกเปิดบัตรใหม่ เพราะเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่อยู่บ้าน ไม่คำนึงถึงความจำเป็นในการใช้จ่ายมากนัก โดยเฉพาะการระบาด เวฟ 3 หลังผ่านเทศกาลสงกรานต์ เมษายน 2564 ผลกระทบเริ่มเห็นมากขึ้น แต่พีคสุด คือช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จากมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้น แต่พอเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ ห้างกลับมาเปิดบริการ จะเห็นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรค่อยๆ ดีขึ้น”

คุณอาร์ตอ้างอิงตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สินเชื่อคงค้างมีอัตราเติบโต 4% ยอดเปิดบัตรใหม่ช่วงครึ่งปีแรก สิ้นสุดมิถุนายน 2564 ยังมีอัตราเติบโตประมาณ 3% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน “ถามว่าโตจริงมั้ย ต้องอธิบายว่าปีที่แล้วมีแอ่งนรกอยู่เลยเห็นภาพเป็นเขียว แต่มีสัญญาณเตือนคือ ยอดใช้จ่ายติดลบ ปีที่แล้วเจอล็อกดาวน์ จากการระบาดเวฟ 1 ยอดใช้จ่ายตกเพราะคนกลัวโควิดมาก เนื่องจากเป็นโรคใหม่ ไม่กล้าใช้จ่าย ซึ่งตอนนั้นว่าแย่แล้ว แต่ครึ่งปีแรกของปีนี้ ยอดใช้จ่ายตกยิ่งกว่า ติดลบ 3% โดยยอดกดเงินสดถือว่าตกลงมาเพราะโควิดส่งผลคนตกงานเพิ่มขึ้น ความสามารถการใช้หนี้ลดลง ปัญหาเรื่องหนี้เอ็นพีแอลจึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล”

เมื่อถามถึงเฉพาะสถานการณ์ บัตร เดอะวัน คุณอาร์ตยิ้มก่อนตอบ “ดีกว่าตลาด อาจจะด้วยความโชคดีที่เป็นบัตร โคแบรนด์ การฟื้นตัวเห็นภาพชัดและเร็วกว่าบัตรที่ออกโดยธนาคาร”

ปี 2563 มีอัตราเติบโต จากติดลบมากๆ สามารถกลับมาบวกได้ เฉพาะธันวาคมเดือนเดียวมียอดใช้จ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 8,500 ล้านบาท

หากเทียบมิติเดียวกับข้อมูล ธปท. ครึ่งปีแรก 2564 บัตร เดอะวัน เติบโต 5% ยอดเปิดบัตรใหม่ สินเชื่อคงค้างเติบโต 14% ส่วนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตถึง 16%



เรียกว่า “เก่งบวกเฮง” ซึ่งคุณอาร์ตยอมรับเป็นโชคดีที่ปรับเป็นโคแบรนด์ ได้พันธมิตรที่มีศักยภาพเข้มแข็งอย่าง เซ็นทรัล กรุ๊ป แม้จะเจอสถานการณ์โควิด-19 กดดันกลุ่มห้าง แต่เซ็นทรัลยังมี ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไทวัสดุ, เพาเวอร์บาย ได้รับอานิสงส์จากโควิด อัตราเติบโตยังไปได้ ทั้งดีมาก และดีพอสมควร

นอกจากโชค ยังปรับกลยุทธ์หลายอย่าง จนปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายระดับพรีเมียมหันมาใช้บัตร เดอะวัน เป็นบัตรหลักอย่างเห็นได้ชัด “เราไม่ได้วางตัวเองเป็นโคแบรนด์ แต่วางตัวเป็น Lifestyle Credit Card จุดขายคือสิทธิประโยชน์จากการช้อปปิ้งเครือเซ็นทรัล ที่ขยายตัวสู่ออนไลน์ ทำตลาดแบบ Omnichannel ซึ่งเป็นแผนต่อเนื่องถึงปีหน้า รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนโดยสิ้นเชิง


“ผมเชื่อว่าช่องทางออนไลน์ไม่ได้มาแค่ช่วงโควิด แต่จะมีผลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างโปรโมชั่น Midnight Sale เดิมจัดแค่หน้าร้าน ปัจจุบันจะช้อปช่องทางไหน ออนไลน์ ออฟไลน์ ได้สิทธิประโยชน์ดีที่สุดเหมือนกัน ตอนนี้ห้างให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า New Sale Channel จะทำโปรโมชั่นทุกช่องทางการขาย และ Consistent (สม่ำเสมอ)”

แม้ผลงานช่วงวิกฤตจะออกมางดงาม แต่คุณอาร์ตยอมรับเลยว่า ไม่ง่าย “ไม่มีคำว่าไม่เหนื่อย ยิ่งการบริหารโคแบรนด์ มีพาร์ตเนอร์ ต้องบาลานซ์ผลประโยชน์ เหมือนกับการแต่งงาน มีครอบครัวฝั่งเรา คือกรุงศรี (ธนาคารกรุงศรี) และครอบครัวที่แต่งกับเรา คือเซ็นทรัล เราจึงมีเจ้านายหลายคน ต้อง Work Hand in Hand โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด เชื่อว่าผู้บริหารทุกคนต้องโดนแรงกดดัน เพราะยอดขายหายไปมาก ก็ต้องทำงานกันใกล้ชิดเพื่อผลักดันยอดขายกลับมา รวมถึงการเพิ่มสมาชิกบัตรใหม่ เป็น Omnichannel ผสมผสานกับช่องทางดั้งเดิมที่ยังต้องไปสาขา แต่คาดว่าช่องทางแบบ Face to Face จะค่อยๆ ลดลง อีก 3-5 ปี Digital Channel จะกลายเป็นช่องทางหลัก”

คุณอาร์ตอธิบายเพิ่มเติมว่า โควิดได้เปลี่ยนวิธีการใช้บัตร ลูกค้าไม่รู้สึก Comfortable เหมือนแต่ก่อนในการยื่นบัตรให้พนักงานนำไปรูดชำระสินค้า เพราะกังวลเรื่องการสัมผัส เราจึงพัฒนา New Payment Technology ซึ่งเป็นภาพใหญ่ที่กำลังทำอยู่ เริ่มจากพัฒนาบัตร เดอะวัน เป็นบัตร Contactless ไร้การสัมผัส แค่แตะบัตรที่เครื่องอีดีซี พร้อมให้สิทธิประโยชน์ควบคู่ ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก แค่เพิ่งเริ่มปี 2563 มีฐานผู้ใช้เพิ่มเกือบ 60-70%

และที่กำลังทำอยู่คือ QR Payment ผ่าน UChoose โมบาย แอพพลิเคชั่นที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่นกัน คาดว่าช่วงปลายปีนี้เริ่มดำเนินการได้ นอกจากนี้ คือ ทำวอลเล็ท โดยจะ piggyback กับดอลฟิน วอลเล็ท ของเซ็นทรัลมากขึ้น รับสิทธิประโยชน์เดียวกับการใช้บัตร

“มองภาพรวม เรากำลัง move away จากการทำธุรกรรมบนบัตรเครดิตแบบดั้งเดิมคือการรูดบัตร เป็นเพิ่มฟังก์ชั่นแปลกใหม่ แต่ไม่ได้รีบร้อน เพราะลูกค้าในพอร์ตเป็นกลุ่มที่มีอายุประมาณหนึ่ง มี traditional เพียงแค่โควิดเป็นตัวเร่งให้ทุกคนพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่” สำหรับภาพรวมตลาดบัตรเครดิตปีหน้า คุณอาร์ตบอกว่า ปีที่แล้วเรามองว่าปีนี้มีความหวัง แต่ตอนนี้ เราไม่มี scenario ที่ว่าโควิดหายไปแล้ว เป็นการทำงานบน scenario ว่าโควิดยังอยู่ เพียงแต่เข้าใจมากขึ้นและอยู่กับโควิดยังไง ดังนั้นปีหน้า เรายังมีความหวังเช่นเดิม แต่มองเป็นจริงมากขึ้น และ going forward



คุณอาร์ตฉายภาพการตลาดบัตรเครดิตได้แจ่มชัด แต่หากย้อนดูโปรไฟล์ ยิ่งต้องทึ่ง เพราะมาร์เก็ตติ้งมืออาชีพท่านนี้โตมาจากครอบครัวนักวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่คุณตา คือ ศ.ดร.สตางค์ มงคล คณบดีคนแรก และผู้ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ ซึ่งเป็นมารดา และ ศ.ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ ผู้เป็นบิดา ล้วนอยู่ในสายอาชีพนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศ ขณะที่ตัวคุณอาร์ตเองก็เลือกเรียนสายวิทย์ เจริญรอยตามทางบ้านจนได้รับทุน จาก Trent University ประเทศแคนาดา ปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เคมี

แต่จุดพลิกผันของชีวิตที่ควรอยู่สายอาชีพวิทย์เหมือนทางบ้าน กลับกลายเป็นสายมาร์เก็ตติ้ง คุณอาร์ตเผยให้ฟังว่า “เหมือนเป็น Family Occupation ยอมรับว่าเรียนสายวิทย์เพราะครอบครัว และระบบการศึกษาไทยตอนนั้นวางแบบให้เลือกแค่สายวิทย์, ศิลป์คำนวณ หรือศิลป์ ไม่มีการ Explore ว่าเด็กชอบหรือถนัดด้านไหน ดังนั้น เด็กที่เรียนเก่งมักจะเลือกเรียนสายวิทย์โดยปริยาย ผมมารู้ตัวประมาณปี 3 ปี 4 แต่ก็อยู่แคนาดาจนเรียนจบ กระทั่งคุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนต่อถึง ดร. จึงได้คุยกัน ท่านก็เข้าใจ ผมจึงกลับมาประเทศไทยมาทำงานเพื่อค้นหาตัวเองก่อนว่าชอบอะไร และมาค้นพบตัวเองเมื่อเรียนต่อปริญญาโท หลักสูตรเอ็มบีเอ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รู้สึกชอบมากต่างจากที่เรียนสายวิทยาศาตร์ ต้องทำความเข้าใจอย่างมาก เพราะในหัวไม่มีภาพ ต้อง Imagin แต่การตลาด ผมมองเห็นภาพ เห็นได้ในชีวิตจริง”

แต่ใช่ว่าการเรียนสายวิทยาศาสตร์จะสูญเปล่า คุณอาร์ตได้นำมาใช้กับการทำงานสายการตลาด มีกรอบทางความคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน ช่วยตีโจทย์ทางธุรกิจหรือวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

หลังจบปริญญาโท ที่แรกที่ทำงานคือแบงก์เอเชีย (สมัยนั้น) เปิดรับตำแหน่ง Assistant Marketing สายบัตรเดบิต ทำยาวนาน 22 ปี ได้เรียนรู้เยอะมาก และทำสายนี้เรื่อยมาจนปัจจุบัน

เป็นสายอาชีพที่คุณอาร์ตถนัดและรัก แต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็น passion ในวัยเด็กที่ชื่นชอบ-หลงใหลการเสพภาพยนตร์ ซึ่งคุณอาร์ตเคยมีโอกาสได้ทำงานด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์กับ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (ไอบีซี) ราว 4-5 ปี

แต่คงเป็นจังหวะเวลาของชีวิตที่กำหนดไว้แล้ว เมื่อหมดโปรเจ็กต์กับไอบีซี มีโอกาสได้ลุยงานสายธุรกิจบัตรเครดิต จึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ ส่วนงาน passion ขอเป็นแค่ hobby รับช่วยงานเป็นครั้งคราวพอกระชุ่มกระชวยหัวใจ

ตลอดเส้นทางอาชีพ คว่ำหวอดธุรกิจสายบัตรเครดิตมาอย่างยาวนาน เริ่มถึงจุดอิ่มตัวหรือไม่ คุณอาร์ตกล่าวตอบ “จะทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่เคยรู้สึกอิ่มหรือตัน เพราะทุกแบงก์ที่เคยร่วมงาน ไม่ได้จำเจ อย่างแบงก์เอเชีย ถือเป็น innovative นำตลาด มีอะไรแปลกใหม่เสมอ พอมาอยู่ จีอี จะเป็นแนว aggressive และเป็น multinational มีสไตล์การทำงานเป็นของตัวเองส่วนยูโอบี จะเป็น regional bank

“ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการของบัตรเครดิตจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หากมองย้อนกลับจะเห็นพัฒนาการของบัตรเครดิต จนตอนนี้กลายเป็นเดต้า เทคโนโลยี เพราะตราบใดที่คนยังใช้จ่ายซื้อของ บัตรก็ยังคงอยู่ แค่เปลี่ยนฟอร์มไป จากบัตรพลาสติก เป็นอยู่ในมือถือ หรือเป็นรูปแบบอื่นๆ ในอนาคต”

ถามถึงการมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างคริปโทเคอร์เรนซีที่เริ่มเข้ามาพัวพันกับการใช้ชีวิตของคนมากขึ้น คุณอาร์ตมองว่า การคิดใหม่ ทำใหม่ของ innovation ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ แต่จะ take off หรือไม่ จากประสบการณ์ new thinking เกิดขึ้นได้เสมอ แต่การทำให้เกิด ยากกว่า สำหรับธุรกิจบัตรเครดิตมีมานานมาก เรียกว่าเป็น journey มีระยะเวลาเดินทางมายาวนานจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ไปแล้ว หากจะมีอะไรมาดิสรัปต์ คงต้องใช้เวลาอีกนาน

สรุปสั้นๆ ได้ใจความ ธุรกิจบัตรเครดิตยัง Move on ตราบใดที่คนยังต้องจับจ่าย…ขีดเส้นใต้

7
การเลือกอุปกรณ์กันซึมให้เหมาะกับการใช้งาน
องค์ประกอบอาคารแต่ละหลังประกอบไปด้วยหลากหลายองค์ประกอบที่สำคัญ โดยหนึ่งในสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยก็คือระบบกันซึมของตึก ที่จะทำหน้าที่ป้องกันการรั่วซึมของน้ำทั้งยังจากด้านนอกและก็ภายในตึก รวมไปถึงการช่วยป้องกันความร้อนแล้วก็กันซึมตามพื้นผิวภายในด้วย ด้วยเหตุนั้นการเลือกน้ำยากันซึมให้เหมาะสมกับงานกันซึมที่พวกเราต้องการก็สำคัญมากเช่นเดียวกัน วันนี้จะมาแนะนำโดยประมาณว่าวัสดุแบบใดเข้ากับงานแบบไหนมากกว่ากัน

1. กันซึมดาดฟ้า
ดาดฟ้าเป็นส่วนประกอบภายนอกอาคารที่สำคัญมากที่สุด เพราะว่าอยู่สูงที่สุด จำเป็นต้องรองรับทั้งยังความร้อนจากแดด ลม และก็ฝน มีการเสี่ยงที่จะมีน้ำขังและก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการรั่วซึมได้ง่ายที่สุดหากไม่ได้รับการป้องกันอย่างดีตั้งแต่แรกเริ่มการก่อสร้าง หลายคนไม่รู้ว่าคอนกรีตอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการทำดาดฟ้า แต่ยังต้องเสริมเกราะปกป้องด้วยการทาน้ำยากันซึมบนดาดฟ้าอีกชั้นเพื่อปกป้องไม่ให้มีน้ำรั่วซึมลงไปตามรอยแตกร้าวของอาคารได้





โพลียูริเทน ได้รับความนิยมมากที่สุดในการทำกันซึมดาดฟ้า ด้วยคอนกรีตมีการยืดหดตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เกิดรอยร้าวได้ง่าย โพลียูริเทนนี้ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับวัสดุประเภทอื่นๆก็เลยเหมาะสำหรับการทำกันซึมดาดฟ้ามากที่สุด ป้องกันรอยแตกร้าวของคอนกรีตได้มากที่สุด แม้มีฝนตกต่อกันหลายวันก็มั่นใจได้ว่าน้ำจะไม่รั่วซึมไปในตัวตึก แอบกระซิบบอกว่า ด้วยความที่เป็นวัสดุที่แข็งแรงมากขนาดนี้ ทำให้สามารถใช้กับงานส่วนประกอบด้านในได้ด้วยเช่นกัน

2. กันซึมผนัง
ถ้าเอ่ยถึงองค์ประกอบอาคารที่จำเป็นต้องทนแดด ทนฝน ทนต่อทุกอุณหภูมิรองจากดาดฟ้าก็คือฝาผนังหรือกำแพงนั่นเอง เนื่องจากว่าต้องเจอกับสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแตกร้าวได้ถ้าไม่ได้ปกป้องด้วยน้ำยากันซึมเช่นเดียวกันกับบนดาดฟ้า





อะคริลิคกันซึม มีคุณลักษณะใกล้เคียงกันกับโพลียูริเทน เพียงแต่ว่ามีความยืดหยุ่นน้อยกว่า มักใช้ในงานฉาบผนังอาคารเพื่อป้องกันการแตกร้าวและก็สร้างเสริมความแข็งแรงให้กับผนังตึก แต่ว่าด้วยความที่วัสดุทั้งคู่ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเท่าไรนัก อะคริลิคกันซึมก็เลยมักถูกใช้สำหรับดาดฟ้าหรือหลังคาของตึกด้วยเช่นเดียวกัน

3. กันซึมพื้น/กระเบื้อง
บริเวณที่ถ้าพูดเรื่องน้ำรั่วซึม จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือพื้นนั่นเอง เนื่องจากบริเวณพื้นนี่แหละที่มีน้ำขังมากที่สุดรวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำรั่วซึมไปยังโครงสร้างส่วนอื่นๆของตึกมากยิ่งกว่าฝาผนังเสียอีก เพราะฉะนั้น น้ำยากันซึมสำหรับพื้นก็มีความจำเป็นสำหรับโครงสร้างของอาคารเช่นกัน





โพลิเมอร์กันซึมสามารถใช้ได้อีกทั้งด้านในอาคารแล้วก็ภายนอกตึกที่มีวัสดุอื่นปิดทับ เนื่องจากว่ามีความยืดหยุ่นสูงรวมทั้งมีความสามารถในการทนทานแม้จะมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ทำให้สามารถทาทับบนกระเบื้องเก่าได้เลยโดยไม่ต้องรื้อออกแล้วก็สามารถทาสี หรือปูกระเบื้องทับได้

น้ำยากันซึมแต่ละชนิดมีคุณลักษณะต่างกันไป และก็มีความเหมาะสมกับแต่ละภาวะผิวต่างกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกันกับจุดประสงค์ที่ต้องการใช้ ด้วยเหตุว่าอย่างที่เกริ่นนำไว้ว่าระบบกันซึมของตึกนับว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของโครงสร้างตึกทุกหลัง
 

 
 

8
กันเอง / คลัง แนะ สร้าง 3 ภูมิคุ้มกันวิกฤติ ศก.
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:29:49 PM »


"รมว.คลัง"เผยวิกฤตโควิด-19 ทำรายได้ประเทศหาย 2 ล้านล้านบาท ชี้ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท เยียวยาผลกระทบ ทำให้ต้องขยับกรอบเพดานหนี้ แนะสร้าง 3 ภูมิคุ้มกันสู้วิกฤต พร้อมเปิด 4 หนทางเพิ่มรายได้รัฐ

เมื่อวันที่ 18 ต.ต.64 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "นโยบายเศรษฐกิจจาก Pandemic สู่ Endemic" ในงานครบรอบวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปีที่ 60 ว่า โควิด-19 กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก และทั่วประเทศไทย โดยส่งผลให้การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็น 12% ต่อจีดีพี ที่มีรายได้มาจากการท่องเที่ยว ทำให้รายได้ในประเทศหายไปประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนนี้กระทบความเป็นอยู่ภาคท่องเที่ยว โรงแรม รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วย

อย่างไรก็ดี 1-2 ปีที่ผ่านมา คลังมีความสำคัญในการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งทั่วโลกก็มีการจ่ายเงินเยียวยาเช่นกัน โดยตั้งแต่ปี 2563 ก็ได้มีการเยียวยาผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน คนละ 5,000 บาท นาน 3 เดือน ทั้งนี้ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้มีการปิดประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจมีการปิดตัว การจ้างงานก็ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะแรงงานในระบบที่ถูกเลิกจ้าง แล้วกลับไปสู่ภูมิลำเนา ส่วนเหล่านี้จึงเป็นความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อมาลดผลกระทบ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการทางการเงินเพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชน โดยกระทรวงการคลังก็ได้มีการหาสภาพคล่องให้กับแบงก์รัฐ ส่วนสถาบันการเงินภาคเอกชน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีการดูแลให้ระบบการเงินสามารถทำงานได้ ให้สภาพคล่องในการใช้จ่ายเงิน ทั้งมาตรการพักชำระหนี้ ลดอัตราชำระหนี้ต่างๆ เป็นต้น

นายอาคม กล่าวว่า ความท้าทายของทุกประเทศคือการใช้เงินเยียวยาโควิดมหาศาล โดยประเทศไทยก็ออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับ รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ถือว่ามากกว่าระดับปกติ ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จึงได้มีการขยับกรอบเพดานหนี้ เพื่อเปิดช่องในการกู้เงินป้องกันและระงับการแพร่ระบาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี มองว่าระยะต่อไปโควิดจะไม่ได้หายไปไหน จะเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ เมื่อติดแล้วก็ต้องเข้ารับการรักษา เหมือนกับโรคประจำถิ่น แต่การที่จะทำให้การแพร่ระบาดทั่วโลก มาเป็นโรคประจำถิ่นนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคิดไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินหรือนโยบายการคลัง จะต้องสอดประสานกัน

"ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตใดๆ ก็ตาม จะต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ โดยแยกออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ภูมิคุ้มกันระดับมหภาค ภูมิคุ้มกันระดับหน่วยธุรกิจ และภูมิคุ้มกันระดับประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินการคลัง โดยสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ส่วนนั้น มองว่านโยบายที่สำคัญ คือการออม เพื่อให้ทุกคนมีความมั่นใจว่าครอบครัวมีความมั่นคงหากมีวิกฤตเกิดขึ้น และ 3 ภูมิคุ้มกันที่กล่าวมา จะต้องมีการให้ความรู้ทางด้านการเงิน รวมทั้งในเรื่องหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐว่าจะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชน สามารถช่วยเหลือเรื่องการยืดหนี้ พักชำระหนี้ ลดภาระต้นเงินและดอกเบี้ย และสภาพคล่องอื่นๆ เป็นต้น"

โดยภูมิคุ้มกันทั้ง 3 ระดับ เชื่อมโยงมาถึงปริมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มีอยู่มากในทุกประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกันกับประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือวิธีหารายได้ของรัฐบาลจะมาจากส่วนใด ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. การปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ โดยเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง ฐานะที่เป็นผู้ออกนโยบายการจัดเก็บรายได้ต้องคิดเรื่องนี้ว่าโครงสร้างการจัดเก็บรายได้มีอยู่หลายแหล่ง ทั้งจากภาษีอาการ การจัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ ค่าธรรมเนียมต่างๆ และรายได้จากสัมปทาน จะมีวิธีการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้ระดับรายได้มีความมั่นคง

ADVERTISEMENT


2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันหลายธุรกิจอาจจะดำเนินงานแบบเดิมไม่ได้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งบทบาทกระทรวงการคลัง ในการเสียภาษีอากรก็ต้องมีการนำเทคโนโลยีมากใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และความปลอดภัยด้วย และต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ 3. การปรับโครงสร้างประชากร คือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า อัตราส่วนของจำนวนผู้สูงอายุต่อประชากรจะพุ่งกว่า 24% ของประชากร ฉะนั้น การลงทุนทางด้านการแพทย์ สาธารณะสุข รวมทั้งเรื่องสุขอนามัย เพื่อความยืนยาวของชีวิตคนไทยนั้น ถือเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจอีกแบบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ว่าจะทำให้มาตรการภาษีจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนได้อย่างไร และสุดท้าย 4. การสร้างการเติบโตของเครื่องยนต์อันใหม่ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งเป็นความหวังที่ต้องการการลงทุน ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนเข้าไปได้

"การที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยจาก Pandemic สู่ Endemic คือการสร้างภูมิคุ้มกันทุกระดับ ให้มีความมั่นใจว่าเรามีความมั่นคงเพียงพอในการที่จะรองรับวิกฤตการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโควิด หรือวิกฤตการเงิน และวิกฤตภัยธรรมชาติต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องคิดกันต่อไป" รมว.คลัง กล่าว

9

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เผยถึงประเด็นข้อเรียกร้องแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงว่า ปัญหาราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ที่ 83.53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจาก COVID-19 ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศวันที่ 18 ตุลาคม 2564 อยู่ที่ประมาณ 28 บาทต่อลิตร ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี (มกราคม 2564)

อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของไทยกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกันแล้วพบว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ (สิงคโปร์ ลิตรละ 53 บาท สปป. ลาว ลิตรละ 31.50 บาท กัมพูชา ลิตรละ 30.24 บาท ฟิลิปปินส์ ลิตรละ 28.69 บาท เมียนมา ลิตรละ 26.95 บาท และมาเลเซีย (ผู้ส่งออกน้ำมัน) ลิตรละ 17.42 บาท)

ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น รัฐบาลจึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงและมีสภาพคล่องพร้อมดำเนินการ โดยได้มีการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 1.99 – 4.16 บาทต่อลิตร รวมทั้งได้มีการบริหารจัดการให้มีการปรับลดค่าการตลาดลงด้วย กล่าวคือ การใช้กลไกดังกล่าวมีความพร้อมและเพียงพอต่อการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลภายใต้บริบทปัจจุบันได้

ส่วนประเด็นการปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น อาจยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะใช้กลไกดังกล่าวในขณะนี้ เนื่องจากการจัดเก็บของภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระดับราคาพลังงาน แต่มีวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในอดีตมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาภาระของประชาชน เนื่องจากในขณะนั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับที่สูง ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลอาจพิจารณามาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนต่อไป

10
เช็ค ราคาหุ้น "ประกันภัย-ประกันชีวิต" 18 บริษัท ช่วงโควิดระบาดระลอก3 พบ 10 บริษัทราคาร่วง นำโดย "คิง ไว กรุ๊ป" 34.17% รองมา"สินมั่นคงประกันภัย" 24% " นวกิจประกันภัย"ลดลง18% ขณะที่อีก 7 บริษัท ราคาขึ้น

 การแพร่ระบาดของโควิด-19ระลอก3 รุนแรงมีผู้ติดเชื้อรายวันสูงขึ้นแตะระดับหมื่นคนต่อวันในเดือนก.ค. และยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องมาแตะระดับ2 หมื่นคนต่อวัน โดยทำจุดสูงสุด (นิวไฮ) วันที่ 13 ส.ค. ที่23,418 คนต่อวัน  และแม้หลังจากนั้นผู้ติดเชื้อรายวันจะลดลง แต่ยังคงสูงระดับกว่า หมื่นคนต่อวัน  ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต โดยเฉพาะบริษัทที่มีการขายประกันโควิด-19 จำนวนมาก ทำให้ต้องจ่ายเคลมประกันโควิดพุ่งสูงขึ้น ล่าสุดกระทรวงการคลัง สั่งปิดบริษัทเอเชียประกันภัย 1950 จากฐานะการเงินอ่อนแอ มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมข้อมูล ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 18 บริษัท ในช่วงเดือนตั้งแต่ 1 ก.ค.-15 ต.ค. 2564 พบว่า 10 บริษัท ราคาหุ้นปรับตัวลดลง  โดย มี 7 บริษัท ที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น และอีก 1 บริษัทที่ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง จากราคาปิดวันที่ 30 มิ.ย. 2564

  สำหรับหุ้นที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมีดังนี้   
 1.บมจ. คิง ไว กรุ๊ป (ประเทศไทย)  (KWG ) ปรับตัวลง34.17% จาก 2.40 บาท อยู่ที่ 1.58 บาท   

2. บมจ. สินมั่นคงประกันภัย  (SMK ) ลดลง24% จาก37.50 บาท อยู่ที่ 28.50 บาท 

3.บมจ.นวกิจประกันภัย  (NKI ) ลดลง18.06% จาก54 บาท เหลือ 44.25 บาท 

**4. บมจ. ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น (TQM )(นายหน้าขายประกัน) ลดลง12.35% จาก121.50 บาท อยู่ที่ 106.50 บาท 


อ่านข่าว : จิตตะเวลธ์ ปั้นพอร์ตโตด้วย ‘หุ้นเทคโนโลยี’ เมกะเทรนด์ ขับเคลื่อนโลกอนาคต


5.บมจ. เครือไทย โฮลดิ้งส์  (TGH ) ลดลง 10.77% จาก32.50 บาท มาอยู่ที่ 29 บาท 

6.บมจ. อินทรประกันภัย  (INSURE ) ลดลง 6.25% จาก 32 บาท อยู่ที่ 30 บาท 

7.บมจ. ไทยรีประกันชีวิต  (THREL )ลดลง 5.33% จาก 3.38 บาท อยู่ที่ 3.20 บาท 

8.บมจ.จรัญประกันภัย (CHARAN ) ลดลง4.80% จาก 31.25 บาท อยู่ที่ 29.75 บาท 

9. บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI ) ลดลง2.49% จาก 281 บาท อยู่ที่274 บาท 

10.บมจ. ไทยรับประกันภัยต่อ(THRE ) ลดลง 0.75% จาก1.33 บาท มาอยู่ที่  1.32 บาท 

 ส่วนหุ้นที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุด ดังนี้
*1.บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH)  ปรับโครงสร้างธุรกิจ เข้าเทรดวันแรก 7 ก.ย.2564  ราคาเพิ่มขึ้น 32.57% จากราคาเปิดที่33 บาท อยู่ที่ 43.75 บาท 

2.บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์  (TVI) เพิ่มขึ้น25.85% จาก 7.35 บาท อยู่ที่ 9.25 บาท 

3.บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา แคปปิตอล (AYUD )เพิ่มขึ้น 13.77% จาก 34.50 บาท อยู่ที่39.25 บาท 


4. บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต  (BLA)ราคาเพิ่มขึ้น 4.27% จาก29.25 บาท มาอยู่ที่ 30.50 บาท 

5.บมจ.นำสินประกันภัย (NSI ) เพิ่มขึ้น 4.15% จาก78.25บาท อยู่ที่ 81.50 บาท 

6.บมจ.บางกอกสหประกันภัย (BUI)เพิ่มขึ้น 3.45% จาก 14.50 บาท มาอยู่ที่ 15 บาท 

7.บมจ. เมืองไทยประกันภัย (MTI) ราคาเพิ่มขึ้น 0.28 บาท จาก90 บาท อยู่ที่ 90.25 บาท 

 ขณะที่บริษัท บมจ. ไทยเศรษฐกิจประกันภัย  (TSI ) ราคาหุ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอยู่ที่ 0.34 บาท 

หมายเหตุ: ข้อมูลดังกล่าวเป็นการรายงานราคาหุ้นของธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่  1 .ค.-15 ต.ค. 2564 

11

ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล หรือ SCAP หวั่นสคบ.คุมดอกเบี้ยเช่าซื้อ 15% ผลักลูกค้าเช่าซื้อมอเตอร์ไซด์เข้าสูงวันวนหนี้นอกระบบ เหตุความเสี่ยงสูง ต้องเรียกเงินดาวน์สูง ด้าน SAWAD ชี้กระทบต่อธุรกิจค่อนข้างต่ำ เหตุกระจายธุรกิจหลากหลาย

นายวิชิต พยุหนาวีชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล จำกัด หรือ SCAP เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) มีข้อเสนอขอความเห็นประชาพิจารณ์(เฮียริ่ง)เรื่อง กำหนดเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ 15% ต่อปีว่า มีความเห็นสอดคล้องกับสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทยที่มองว่า ธุรกิจเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์เป็นธุรกิจที่แบกรับความสี่ยงค่อนข้างสูง

นายวิชิต พยุหนาวีชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล จำกัด
นายวิชิต พยุหนาวีชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล จำกัด

ลูกค้าลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มฐานล่าง ประกอบอาชีพอิสระ อาทิ เกษตรกร ลูกจ้างร้านอาหาร ลูกจ้างโรงงาน พ่อค้าหาบเร่ แผงลอย และไม่มีหลักฐานทางการเงินใดๆ ซึ่งถือเป็นลูกค้าระดับรากหญ้าของประเทศ มีรายได้น้อยไม่สม่ำเสมอ


ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอยู่ในลักษณะเดียวกันกับกลุ่มนาโนไฟแนนซ์หรือ พิโกไฟแนนซ์ ซึ่งกำกับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลัง โดยมีเพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 33-36% และโครงสร้างธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในปัจจุบัน มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 32-35% และต้นทุนดำเนินงานเฉลี่ย 27% จึงมองว่า ควรกำหนดเพดานดอกเบี้ยที่อัตราเดียวกับนาโนไฟแนนซ์ หรือ พิโกไฟแนนซ์

 

ทั้งนี้จากสถิติพบว่า กลุ่มลูกค้าผิดนัดชำระสูงกว่าสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ และการอนุมัติสินเชื่อประเมินความเสี่ยงได้ยาก เพราะลูกค้ามีแค่บัตรประชาชนใบเดียวในการขออนุมัติสินเชื่อออกรถจักรยานยนต์ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจและความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้านี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถให้สินเชื่อลูกค้าในกลุ่มนี้ได้ต่อไป

 

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากจนเกินไป จะบีบให้ผู้ประกอบการอนุมัติสินเชื่อได้ยากขึ้น หรือต้องมีการเรียกเงินดาวน์ที่สูง หรือต้องใช้เงินก้อนในการออกรถจักรยานยนต์  จะเป็นการผลักให้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้าสู่วังวนของเงินกู้นอกระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เพราะรถจักรยานยนต์ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเพราะการเดินทางโดยรถยนต์สาธารณะของภาครัฐยังไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในส่วนภูมิภาค หรือแม้แต่ประชาชนในเมืองใหญ่ 

 

“หากมองในเศรษฐกิจมหภาค ร่างประกาศนี้จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถจักรยานยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศอย่างมาก  เพราะเมื่อประชาชนไม่สามารถซื้อรถจักรยานยนต์ได้ โรงงานผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้  ประชาชนที่เป็นพนักงาน ลูกจ้างในวัฎจักรการผลิตรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ของประเทศก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย”นายวิชิตกล่าว

 

ด้านนางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ  SAWAD กล่าวว่า การเปิดรับฟังความเห็นประชาพิจารณ์(เฮียริ่ง)เรื่อง กำหนดเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ 15% ต่อปีของ สคบ.นั้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค่อนข้างต่ำ เนื่องจากธุรกิจเช่าซื้อเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากหลายธุรกิจที่ SAWAD ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

 

SCAP หวั่น คุมดอกเบี้ยเช่าซื้อ ผลักฐานรากเข้าวังวนหนี้นอกระบบ
SCAP หวั่น คุมดอกเบี้ยเช่าซื้อ ผลักฐานรากเข้าวังวนหนี้นอกระบบ

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นได้ปรับโครงสร้างองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับธุรกิจที่หลากหลาย ไม่พึ่งพิงเพียงธุรกิจใดธุรกิจหนี่ง เพื่อสร้างความยั่งยืนและมั่นคงขององค์กร และธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตและสร้างผลกำไรแบบก้าวกระโดดในอนาคต

 

เช่น การจับมือร่วมกับธนาคารออมสินเพื่อรุกธุรกิจจำนำทะเบียนรถ การผนึกพันธมิตร บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL)และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจนายหน้าประกันภัย หรือแม้แต่ธุรกิจเช่าซื้อ

 

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจจำนำทะเบียนรถ จำนำบ้านและที่ดินที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ จึงมีความมั่นใจว่าร่างประกาศของสคบ ดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริงก็จะกระทบต่อธุรกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ร่างประกาศดังกล่าวยังเป็นเพียงการขอความเห็นประชาพิจารณ์ ยังไม่ถูกกำหนดเป็นกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งบริษัทยังคงติดตามเรื่องนี้ต่อไป

12
เกียรตินาคินภัทร เผยกำไรไตรมาส 3/64ที่ 1,478 ล้าน เพิ่มขึ้น9.7% และ งวด 9 เดือนปีนี้ที่ 4,295 ล้าน เพิ่มขึ้น  7.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ย้ำมีการกระจายรายได้ที่ดี แม้ยังมีผลกระทบจากโควิดและยังสำรองฯที่ 1,007 ล้าน ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน 

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าธนาคารเกียรตินาคิน ภัทรและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3/2564 จำนวน 1,478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2563 และงวด 9 เดือนของปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 4,295 ล้านบาทเพิ่มขึ้น  7.0% จากงวดเดียวกันปี2563 

ทั้งนี้ จากการดำเนินการของธนาคารที่มุ่งเน้น การเสริมสร้างธุรกิจหลักในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารมีการกระจายรายได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในปัจจุบันที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควดิ-19ได้ในบางส่วน ส่งผลให้ธนาคารยังคงสามารถรักษาผลการดำเนินงานได้ในระดับที่ดี 

ทั้งนี้ สำหรับไตรมาส 3/2564 ธนาคารมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 54.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ธุรกิจหลักต่างๆยังคงสามารถสร้างรายได้ในระดับที่ดี ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ที่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันที่  8.3%

ในด้านของค่าใช้จ่าย ธนาคารยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้สุทธิ  สำหรับไตรมาส 3/2564 ปรับลดลงเมื่อเทียบกับ ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนโดยอยู่ที่ 40.8%

ทางด้านการตั้งสำรองธนาคาร ยังคงอาศัยหลักความระมัดระวัง ในการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดวา่ จะเกิดขึ้นโดยธนาคารมีการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่า จะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3/2564 เป็นจำนวน 1,007 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน 


ทางด้านสินเชื่อของธนาคารยังคงมีการเติบโตได้ในระดับที่ดีโดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 สินเชื่อรวมของธนาคารมีการขยายตัวที่ 8.7% จากสิ้นปี2563 โดยธนาคารยังคงใหค้วามสำคัญกับการรักษาคุณภาพของสินเชื่ออย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดีส่งผลใหก้ารเพิ่มขึ้นของสินเชื่อโดยหลักจะมาจากการขยายตัวในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบรรษัท

ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วน สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2564อยู่ที่ 3.52% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.4% เมื่อสิ้นไตรมาส 2/2564 โดยธนาคารยังคงมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต อยในระดับสูง ที่ร 158.0%

สำหรับเงินกองทุน ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนอยู่ในระดับ ที่สูงและเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดโดยธนาคารแห่ง ประเทศไทยโดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2564 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์สี่ยงอยู่ที่ 16.82%

ทางด้านธุรกิจตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) มีส่วนแบ่งตลาด (SET และ mai ไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท ) เพิ่มขึ้นเป็น 15.74% คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 1 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง

13
ผู้ชายควรกิน Low GI ข้าวออแกนิกที่มีโภชนาการสูงปลอดสารพิษ ข้าวหอมทุ่งกุลาร้องไห้แท้ 100%
ข้าวดีปลอดสารแท้ 100% ข้าวปลอดสารพิษ   กลุ่มข้าวอินทรีย์ส่งทั่วไทย #ข้าวออแกนิค หรือ #ข้าวออร์แกนิค หรือ #ข้าวออร์แกนิก หรือ "#ข้าวเกษตรอินทรีย์"  (#OranicRice)
ข้าวออแกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิก (#OranicFood) หรือเรียกง่ายๆเป็นภาษาไทยว่า "ข้าวเกษตรอินทรีย์" หรือ "ข้าวอินทรีย์" /  ข้าวมะลินิลเกษตรอินทรีย์ คือ ข้าวที่ผ่านการผลิตทางการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น (รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ ข้าวที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม) กระบวนการผลิตข้าวไม่มีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ก่อนการปลูกข้าวจะต้องเตรียมหน้าดินก่อนด้วยวิธีธรรมชาติ ทุกขั้นตอนการผลิตข้าวจะไร้สารปนเปื้อนที่เกิดมนุษย์ จะไม่ผ่านการฉายรังสี ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งลงไปในข้าว 




  ข้าวเกษตรอินทรีย์หอมมะลิข้าวออแกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิค หรือ ข้าวออร์แกนิก หรือ "ข้าวเกษตรอินทรีย์"  (Oranic Rice)   ข้าวกล้องหอมมะลิเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ คืออะไร?
1. ส่วนประกอบทุกอย่างล้วนมากจากธรรมชาติ โดยข้าวออแกนิคจะไม่มีการใช้สารสังเคราะห์ใด ๆ ในการเพาะปลูก  ข้าวปะกาอำปึลออร์แกนิคเลย ข้าวก็จะถูกปลูกและเจริญเติบโตมาด้วยอาหารจากธรรมชาติล้วน ๆ ส่วนข้าวก็จะเป็นการปลูกในนา ไม่ใส่วัตถุสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง ใช้แต่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกจากธรรมชาติในการเพาะปลูกข้าว ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาเพาะปลูกจะต้องไม่มีตัดต่อพันธุกรรม และต้องมีการเตรียมหน้าดินก่อนการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธีธรรมชาติ คือ จะต้องทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 3 ปี เหล่านี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างอาหารแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง 100% มีกลิ่นหอมตามแบบธรรมชาติ ทุกขั้นตอนในการปลูกข้าวและการแปรรูปข้าวจะต้องอยู่ในมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนประกอบทุกอย่างจึงสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษตกค้างหรือสารก่อมะเร็ง
2. ข้าวออแกนิคจะไม่มีการใช้สารเคมีใด ๆ เลย ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติ เพราะถ้ามีการใช้สารเคมีก็จะไม่ถือว่าเป็นข้าวออแกนิค ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีที่ว่านั้นหมายถึง การไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี 
3. ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในกระบวนการปลูก  ข้าวหอมมะลิแดงorganic เพราะข้าวออแกนิคนั้น นอกจากจะมุ้งเน้นให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีแล้ว จุดประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการช่วยลดมลพิษให้กับธรรมชาติ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งการเจริญเติบโตต่าง ๆ นั้นจะก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน ในน้ำ และในอากาศ ซึ่งกว่าจะย่อยสลายไปได้บางทีก็อาจใช้ระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งวิธีการปลูก  ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์ แบบธรรมชาตินี้เองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไป เพราะนอกจากจะได้รับประทานข้าวที่ปลอดสารพิษแล้ว ยังช่วยลดมลพิษต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย

ข้าว Hor.Boutique ข้าวอินทรีย์สุรินทร์   ข้าวกล้องหอมมะลิแดงเกษตรอินทรีย์
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website : https://xn--22c6bf1bev6bzbun6ssb.net/
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1.  ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ
2.  ข้าวกล้องหอมมะลิเกษตรอินทรีย์
3.  ข้าวปะกาอำปึลปลอดสารพิษ
4.  ข้าวผสมหลายสายพันธุ์ออร์แกนิคจังหวัดสุรินทร์
5.  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงอินทรีย์6.  ข้าวกล้องหอมมะลินิลอินทรีย์7.  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออแกนิค


#ข้าวออร์แกนิกสุรินทร์  #ข้าวออแกนิคสุรินทร์  #ข้าวออแกนิกสุรินทร์   #ข้าวอินทรีย์สุรินทร์  #ข้าวสุขภาพสุรินทร์
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

14
ร่วมทีม นายหน้ามือใหม่ Co-Agent(โคเอเจ้นท์)

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent ได้ทุกรูปแบบ...คุณมีลูกค้ากับ PROPSO มีห้องจำนวนมากให้เลือก แบ่งเลย 50/50





•    รับเงินภายใน 2 ชม. หลังเสร็จธุรกรรม
•    ไม่ต้องรอรอบเบิกรายเดือน จบตอนไหน โอนทันที!!!

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent กับ Propso ดีอย่างไร?

•    มีทรัพย์ให้เลือกมากกว่า 50,000 รายการ อัพเดทตลอด
•    ไม่จำเป็นต้องไปหน้างานอยู่ #กทม ปิดเคส #เชียงใหม่ ได้
•    หลากหลายประเภททรัพย์ บ้าน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และ โฮมออฟฟิศ
•    มีทุกรูปแบบ ทรัพย์ใหม่ (จากโครงการ) // ทรัพย์มือสอง // ขายพร้อมผู้เช่า // ทรัพย์ให้เช่า // เช่ารายวัน
•    รับเงินทันที ภายใน 2 ชม. หลังเสร็จสิ้นธุรกรรม ไม่ต้องรอรอบการเบิก รายเดือน
•    ดูห้องได้ ภายใน 2 ชม. เปิดห้องได้ภายในวัน ไม่ติดเวลา เที่ยงคืน ตีสี่ หรือ ห้าทุ่ม

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent กับ Propso คิดค่าคอมมิชชั่นอย่างไร?

•    [ในกรณีขาย] คิดค่าบริการ 3% ของราคาซื้อขาย โดยหัก ณ วันทำสัญญาทันที
•    [ในกรณีเช่า 1 ปี] คิดค่าบริการ 1 เดือน โดยหัก ณ วันทำสัญญาทันที
•    [ในกรณีเช่าต่ำกว่า 1 ปี] คิดค่าบริการเดือนละ 10% โดยหัก ณ วันทำสัญญาทันที





นายหน้ามือใหม่ Co-Agent กับ Propso ช่องทางการติดต่อ?

•    Tel :0817554553 (อัตโนมัติ 10 คู่สาย)
•    Facebook : @Propso
•    Line: @Propso

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent รู้หรือไม่ ลูกค้ากลุ่มไหนที่มักจะใช้บริการ Propso?

บุคคลเหล่านี้ต้องการหาเช่าคอนโดระยะสั้น 1-3-6 เดือน และ 1 ปี หรือบางทีอาจจะต้องการซื้อคอนโด
•    Expat - ชาวต่างชาติ
•    Exchange Student - นักเรียนแลกเปลี่ยน
•    Patient - ผู้ป่วยที่ต้องมีการ Fullow up
•    Internship – นักศึกษาฝึกงาน

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent รู้หรือไม่ ทำไมลูกค้าส่วนใหญ่ถึงเลือกใช้บริการ Propso?

•    เช่าโรงแรม ราคาสูงเกินไป
•    เช่าผ่าน Airbnb ราคาก็ไม่ถูก
•    เช่าอพารท์เมนท์ Facility ต่างๆ ก็ไม่ครบครัน





นายหน้ามือใหม่ Co-Agent รู้หรือไม่ หลังจากแนะนำลูกค้าให้ Propso ต้องทำอะไรต่อ?

•    ไม่ต้องทำ ไม่ต้องมีความรู้ใดๆ Condothai มีทีมงานมืออาชีพ คอยดูแล
•    วันที่นัดดูห้อง จะมาด้วยหรือไม่มาก็ได้ มีทีมงาน Propso อัพเดทสถานะลูกค้าให้ตลอด
•    มี Call Center คอยให้บริการ หลังจากปิดงานเรียบร้อย จะมีเจ้าหน้าที่คอยอัพเดทสถานะให้เช่นกัน

นายหน้ามือใหม่ Co-Agent โคเอเจ้น เอเจ้นท์เช่า นายหน้าขาย Agent Rental เอเจนซี่ขาย Agency

จุดเด่นของการสมัครนายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent กับ Propso

ที่พักอาศัย บ้าน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม ล้วนแต่เป็นปัจจัยสี่ ที่มนุษย์ไม่สามารถขาดได้ การมีที่พักอาศัยที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน ดังนั้นในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่ยังเด็ก >> วัยรุ่น >> วัยทำงาน >> แต่งงาน >> มีลูก >> วัยชรา ในทุกๆช่วงวัยนั้น ก็มีความต้องการในการใช้ที่พักอาศัยแต่ละประเภทที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งที่พักอาศัยมักจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเสมอ โดยถ้าเราสามารถรับรู้ถึงความต้องการของแต่ละคน ในแต่ละช่วงวัย ก็สามารถทำให้เราสร้างรายได้จากการเป็น นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent กับ Propso ได้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าที่พักอาศัยจะเป็นปัจจัยสี่ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ตามแต่ละช่วงวัย แต่การจะเข้าสู่อาชีพ นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent นั้นก็ใช่ว่าทุกคนสามารถจะทำได้ เนื่องจากอาชีพนายหน้า หรือ เอเจ้นท์ (Agent) จำเป็นต้องมีความรู้ และความสามารถเป็นอย่างสูง เพราะความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ รวมถึงสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ คือ เวลา ที่จะพาลูกค้าไปชมทรัพย์, พาลูกค้าไปทำสัญญา, ปิดการขาย รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน ... เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกำแพง หรือ อุปสรรคที่สำคัญทำให้คนทั่วไป ไม่สามารถเข้าถึงอาชีพที่ได้เงินเยอะอย่าง นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent





Propso.com เข้าใจและทราบถึงความยุ่งยากของทุกท่านในการที่จะสร้างรายได้ด้วยอาชีพ นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent จึงได้คิดค้นรูปแบบการทำงานที่ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคน (นักเรียน/นักศึกษา, พนักงานประจำ, เจ้าของกิจการ หรือ อาชีพใดๆ) สามารถสร้างรายได้จาก นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent กับ Propso ได้ โดยช่วยแก้ปัญหา ดังนี้

ไม่จำเป็นต้องไปหน้างานด้วยตัวเอง มี Propso Rider พาลูกค้าชมทรัพย์ และปิดการขายให้

Propso Rider ดำเนินการพาลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ให้

นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent สามารถทำงาน / เรียนได้ตามปกติ ทาง Propso ดำเนินการโอนเงินให้ภายใน 2 ชม.

ซึ่งช่วยให้การสร้างรายได้ของ นายหน้ามือใหม่ หรือ Co-Agent สามารถทำได้ทุกที่ และทุกอาชีพ ซึ่งเหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

สนใจบริการ Propso :

ฝากขายบ้าน | ฝากขายคอนโด | ฝากขายทาวน์โฮม | ฝากขายอาคารพาณิชย์ | ฝากขายโฮมออฟฟิศ

15
ซีอีโอ เดอะวันประกันภัย เผยยอดกรมธรรม์โควิด 8 แสนฉบับ จ่ายเคลมไปแล้ว 2,000 ล้านบาท รอตรวจสอบข้อมูลอีก 700 ล้านบาท ยัน “บิวตี้เจมส์” กลุ่มผู้ถือหุ้นพร้อมใส่เงินเพิ่มทุน

วันที่ 17 ตุลาคม 2564 นายอรัญ ศรีว่องไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เดอะวันประกันภัย (ชื่อเดิมสินทรัพย์ประกันภัย) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันบริษัทมียอดกรมธรรม์ประกันภัยโควิด เจอ จ่าย จบ ทั้งสิ้นกว่า 8 แสนฉบับ หยุดขายกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่เดือน มิ.ย.64 ฉะนั้นจะยังมีความคุ้มครองลูกค้าต่อเนื่องไปถึงเดือน มิ.ย.65

ซึ่งปัจจุบันมียอดเคลมสินไหมเข้ามาแล้ว ประมาณ 30,000-40,000 กรมธรรม์ จ่ายเงินไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท จากเบี้ยรับแค่ 500 ล้านบาท โดยคิดเป็นทุนประกันภัยเฉลี่ย 8 หมื่นบาทต่อฉบับ ทั้งนี้ยังมียอดเคลมเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพื่อจ่ายเคลมอีกกว่า 600-700 ล้านบาท

“ยอดเคลมที่เข้ามามากผิดปกติจากเดือนละ 10 เคลม เป็นวันละ 1,000 เคลม จึงส่งผลต่อการพิจารณาจ่ายเงินของบริษัท โดยเฉพาะช่วงที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิดหลัก 20,000 รายต่อวันในเดือน ก.ค. และหลังจากนั้นราว 40 วัน ทยอยเข้ามายื่นแจ้งเคลมสินไหมในเดือน ส.ค.-ก.ย. จนเจ้าหน้าที่รองรับไม่ไหว ต้องระดมพนักงานมาช่วยทั้งบริษัทฯ” ซีอีโอ เดอะวันประกันภัย กล่าว


โดยตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.64 ที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นแผนกู้ยืมเงินจากผู้ถือหุ้น ตามมาตรการ คปภ. เรื่องเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับบริษัทประกันวินาศภัยที่มีค่าสินไหมทดแทนโควิด-19 ในช่วงปี 2564 โดยเบื้องต้นผู้ถือหุ้นได้ใส่เงินเพิ่มทุนก้อนแรกมาแล้ว 400-500 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องใส่เงินเพิ่มทุนอีก เพราะยอดเคลมประกันภัยโควิดไม่ได้ยุติลงแค่นี้

“สถานะบริษัทของเราถือว่ายังสามารถเดินธุรกิจต่อไปได้ เพราะตอนนี้ผู้ถือหุ้นยังสนับสนุนเงินกู้ แม้ยอดเคลมท่วมเบี้ยประกันรับไปแล้ว ซึ่งก็เป็นทุกบริษัทที่อัตราความเสียหาย(Loss Ratio) สูงระดับกว่า 1000%” นายอรัญกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันผู้ถือหุ้นของบริษัท เดอะวันประกันภัย คือ กลุ่มบิวตี้ เจมส์ โดยนายพรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล เป็นประธานกรรมการบริษัทฯ

สำหรับข้อมูลทางการเงินสำคัญของบริษัท เดอะวันประกันภัย สิ้นสุดเดือน ส.ค.64 พบว่า มีสินทรัพย์ 3,372.76 ล้านบาท มีหนี้สิน 3,081.84 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้น 290.92 ล้านบาท มีเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด 290.92 ล้านบาท มีเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 277.17 ล้านบาท และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน(CAR ratio) ที่ 104.96% (ดูตาราง)




รู้จัก เดอะวัน ประกันภัย สะดุดปมสินไหมประกันโควิด
เดอะวันประกันภัย แจ้งเคลียร์เคลมโควิดจบ 10 ก.ย. จ่ายไปแล้ว 200 ราย

ทั้งนี้ตามประกาศ คปภ.ว่าด้วยการกำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณเงินกองทุนของบริษัทประกันวินาศภัย กำหนดให้นายทะเบียนอาจกำหนดมาตรการที่จำเป็นในการกำกับดูแลบริษัทที่มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน(CAR ratio) ต่ำกว่า 140% ได้

และตามประกาศ คปภ.ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการจัดทำรายงานการดำรงเงินกองทุนของบริษัทประกันวินาศภัย กำหนดให้บริษัทที่มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน(CAR ratio) ต่ำกว่า 140%  ต้องเสนอรายงานการดำรงเงินกองทุนต่อนายทะเบียน(เลขาธิการ คปภ.) เป็นประจำทุกเดือน

อนึ่ง เงินกองทุน เป็นเงินกองทุนตามราคาประเมิน ตามประกาศ คปภ.ว่าด้วยการประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย

หน้า: [1] 2 3 ... 56