X-Close




X-Close

ผู้เขียน หัวข้อ: ดาวโจนส์ปิดลบ 59 จุด ถูกกดดันจากตัวเลขจ้างงานที่ต่ำกว่าคาด  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ dsmol19

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 19075
  • ชอบกด Like+ 0
    • ดูรายละเอียด
ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 59.71 จุด (3 ธ.ค.) ถูกกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นเพียง 210,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 581,000 ตำแหน่ง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,580.08 จุด ลดลง 59.71 จุด หรือ -0.17%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,538.43 จุด ลดลง 38.67 จุด หรือ -0.84% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,085.47 จุด ร่วงลง 295.85 จุด หรือ -1.92%
          

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 0.92% โดยปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ดัชนี S&P500 ลดลง 1.2% โดยลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน และดัชนี Nasdaq ลดลง 2.62% โดยลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน


กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้นเพียง 210,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 581,000 ตำแหน่ง และอัตราการว่างงาน ปรับตัวลงสู่ระดับ 4.2% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.5%
          

ตลาดยังถูกกดดัน จากการที่บรรดานักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะเร่งถอนมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญาณยุติโครงการคิวอีเร็วกว่าที่คาดไว้  ซึ่งจะปูทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด


คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมวันที่ 3 พ.ย. และเฟดจะปรับลดวงเงินคิวอีเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งการลดวงเงินคิวอีดังกล่าวจะทำให้เฟดยุติการทำคิวอีโดยสิ้นเชิงในกลางปี 2565


นอกจากนี้นักลงทุนยังวิตกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนที่เกิดจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนด้วย  โดยจำนวนประเทศที่รายงานการพบไวรัสโอไมครอนยังคงเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความรุนแรงของโรค และประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้
          

หุ้นบวกในดัชนี S&P500 ได้แก่ หุ้นกลุ่มปลอดภัย อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค บวก 1.4%, กลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 1% และกลุ่มเฮลธ์แคร์ เพิ่มขึ้น 0.25% หุ้นลบมากที่สุดนำโดยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ลดลง 1.8% รองลงมา ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งลดลง 1.65%